๑.รู้แต่สิทธิ
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
เมื่อวานมีคนเอ่ยถึงผมว่าตอนที่ทำงานอยู่ รพ.แห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผมมีสมญานามว่า "ปานมาร" เลยนั่งขำนึกย้อนอดีตในช่วงเวลานั้นว่าตนเองทำอะไรไว้บ้าง ผมจบหมอแล้วทำงานใช้ทุนในโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนแพทย์อีกแห่งหนึ่ง แล้วกลับไปเป็นอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ที่ผมจบ ในช่วงเวลานั้นก็ทำหน้าที่สอน และให้บริการคนไข้ โดยที่ไม่เคยรู้หรือเรียกว่าไม่เคยสนใจว่าคนไข้ที่ผมดูแลใช้สิทธิอะไร มีเงินจ่ายหรือเปล่า เพราะโรคที่ผมดูแลจำนวนหนึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับการผ่าตัดเร็วที่สุดเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ จึงไม่สนใจว่าใครจะจ่าย เอาให้คนไข้รอดตายก่อน เมื่อผมลาออกจากการเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ไปเป็นหมออยู่ในภาคเอกชน ๒ ปี ช่วงนั้นผมเริ่มรู้จักคำว่าสิทธิประกันสังคมแบบผิวเผิน จนผมกลับเข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่งที่ รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว รพ.แห่งนั้นหมอมากกว่า ๙๐% เปิดคลินิกส่วนตัว ส่วนใหญ่จะเปิดเช้า-เย็น บางคนแถมรอบเที่ยงด้วย ผมไปอยู่ใหม่ ๆ ไม่เปิดร้าน ผ.อ.เลยบอกว่าให้ช่วยตรวจคลินิกนอกเวลาราชการให้หน่อยเป็น win-win คือช่วย รพ. และมีรายได้พิเศษบ้าง คลินิกนอกเวลาจะเปิดตั้งแต่ ๑๖.๓๐-๒๐.๓๐ น.ทุกวันราชการ และ ๐๘.๓๐-๑๒.๓๐ น.ทุกวันหยุดราชการ ช่วงนั้นมีรุ่นน้องอินเทิร์น ๒ คนเป็นคนออกตรวจ ผมเข้าไปอีกคนเป็น ๓ คน สลับกันตรวจ ต่อมาสิ้นปีไม่มีอินเทิร์นแต่มีแพทย์ใช้ทุนปี ๑ มาช่วยอีก ๓ คน ก็ยังพอทน ช่วงหลังนี่ไม่มีหมออินเทิร์น ไม่มีหมอใช้ทุน ผมนี่ต้องตรวจคนเดียวไม่มีวันหยุดราชการเลย เรียกว่าเหลือทน ที่ใช้คำว่าพอทน เหลือทน เพราะชีวิตของหมอที่ออกตรวจคลินิกนอกเวลาราชการที่นั่นเลวร้ายมาก คนไข้ที่มาตรวจนอกเวลาราชการส่วนใหญ่เป็นคนไข้สิทธิประกันสังคม คนไข้กลุ่มนี้มักจะมา รพ.ด้วยอาการที่คิดว่าหมอไม่น่าจะตรวจหาความผิดปกติได้คือ ปวดหัว ปวดท้อง เมื่อตรวจเสร็จทุกคนจะขอใบรับรองแพทย์ ไอ้เจ้าใบรับรองแพทย์นี่แหละครับคือตัวปัญหา เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนั้นต้องการคือใบรับรองแพทย์เพื่อไปลางาน เวลาที่คนไข้มาตรวจแล้วพบว่าไม่ใช่โรครุนแรงอะไร หรือตรวจไม่พบความผิดปกติ เราจะออกใบรับรองแพทย์ให้ว่าได้มาตรวจจริง ณ วันที่เท่านั้นเวลาเท่านี้ แต่โรงงานในย่านนั้นก็เหมือนจะรู้ไส้รู้พุงพนักงานของตน จึงออกระเบียบว่าหากหมอไม่เขียนใบรับรองแพทย์ว่าให้หยุดงาน หากหยุดงานจะไม่ได้รับเงินค่าจ้าง ก็เลยเป็นประเด็นที่หมอต้องทะเลาะกับคนไข้ทุกวันด้วยเรื่องการออกใบรับรองแพทย์ เคยเจอถึงขั้นรับใบรับรองแพทย์ไปแล้วฉีกทิ้งและด่าหมอหน้าห้องตรวจ หมอก็เลยกลายเป็นหมา เพราะวางหูฟังที่ตรวจคนไข้ แล้วออกไปท้าคนไข้ชกกันหน้าห้องตรวจนั่นแหละ ผมเลยเป็นตัวร้ายในสายตาคนไข้ประกันสังคมที่นั่น
อ้อ! รายได้จากการตรวจคลินิกนอกเวลาราชการนี่ได้ ๓๐ บาทต่อคนไข้ ๑ คน อย่าคิดว่าเยอะนะครับ เพราะเงินที่ได้นี่เป็นเงินหลวง ทุกบาททุกสตางค์ต้องเสียภาษี ผมคิดภาษีทุกปี เงินนี้ไปเพิ่มฐานภาษี ลองคำนวณดูแล้วเงินที่ได้จากการตรวจคลินิกนอกเวลาราชการนี่ผมคืนเป็นภาษีให้รัฐหมดทุกบาททุกสตางค์ เท่ากับว่าผมทำงานให้รัฐฟรี ๆ จริง ๆ อีกเรื่องที่ผมทนไม่ได้คือการที่คนไทยรู้แต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ คิดเอาแต่ความสะดวกของตนเองเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เจอที่ รพ.แห่งนั้นคือ เมื่อคลินิกนอกเวลาราชการปิด จะมีคนไข้ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรที่ต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างรีบด่วนเต็มห้องฉุกเฉิน เพราะ รพ.ไม่กล้าประกาศนโยบายว่าห้องฉุกเฉินจะให้บริการเฉพาะคนไข้ฉุกเฉินเท่านั้น เราจึงเจอคนไข้ประเภทเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหล ปวดหัวนอนไม่หลับมาหลายวัน วันนี้เพิ่งจะว่างมาตรวจ คนไข้พวกนี้เยอะมาก เป็นคนไข้ที่บั่นทอนทั้งกำลังและจิตใจของหมอและพยาบาลที่ปฏิบัติงานที่ห้องฉุกเฉินมาก เพราะที่นั่นมีคนไข้ฉุกเฉินจริง ๆ จากอุบัติเหตุเยอะมาก มีหมอคนเดียว พยาบาลอีกประมาณ ๖-๗ คนต่อ ๑ เวร บางช่วงต้องดูแลคนไข้ฉุกเฉินที่มาพร้อมกันหลาย ๆ คน ต้องเย็บแผลหรือปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตทั้งเครียดทั้งเหนื่อย พอเสร็จหันมาเจอคนไข้ไม่ฉุกเฉินนั่งรออยู่ด้านนอก ๓๐ คน อยากจะกลั้นใจตายไปตรงนั้นเลย ที่ร้ายเหลือก็ไอ้พวกไม่ฉุกเฉินบางคนยังมีหน้ามาโวยวายว่ารอตรวจนานมาก หมอก็เปลี่ยนจากหมอเป็นหมาเช่นเคย ออกมายืนด่าคนไข้หน้าห้องฉุกเฉินให้รู้จักมีจิตสำนึกกันบ้าง เวลาผมเห็นคนออกมาโวยวายเรื่องไปรอตรวจแล้วช้า ผมจึงอยากที่จะอธิบายให้ทุกคนลองมองหาสาเหตุก่อนว่าที่ช้าเพราะอะไร เพราะหมอกับเจ้าหน้าที่ไม่บริการ หรือเพราะมีงานดูแลคนไข้อื่น ๆ ที่เร่งด่วนกว่า ก่อนที่จะออกมาด่า โดยเฉพาะคนที่ชอบไปหาหมอนอกเวลาราชการ ก็อยากให้ลองมองดูสักนิดว่าเราเป็นโรคอะไรที่มันฉุกเฉินจริงหรือเปล่า ลองหายาสามัญมาบรรเทาอาการพลาง ๆ ก่อนจะดีมั๊ย อย่าคิดว่าไป รพ.ไม่ต้องเสียเงินสักบาทและได้เจอหมอ
ความคิดเห็น