๑๐.ชันสูตรศพ
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๕ มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้แพทย์ต้องทำการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุ ใน ๒ กรณีคือ ตายผิดธรรมชาติ และตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน
การตายผิดธรรมชาติได้แก่ การฆ่าตัวตาย, การถูกผู้อื่นทำให้ตาย, การถูกสัตว์ทำร้ายตาย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ว่ากันว่าสาเหตุที่ต้องให้หมอไปยุ่งเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุมาจากกรณีของโจ ด่านช้าง ที่โดนวิสามัญฆาตกรรมด้วยความเคลือบแคลงใจของประชาชน เพราะเหตุการณ์ไม่ค่อยเนียน
ช่วงนั้นผมมีหัวโขนเป็นหัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินและนิติเวชวิทยา จึงต้องไปรับนโยบายแล้วกลับมาจัดเตรียมงาน นอกจากนี้ยังต้องไปอบรมนิติเวชวิทยาเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุ ซึ่งต้องไปเรียนรู้ด้านกฎหมาย เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการชันสูตรพลิกศพ วิธีหาสาเหตุการตาย หาระยะเวลาตาย ฯลฯ
เมื่อการชันสูตรพลิกศพกลายเป็นภารกิจหลักอีก ๑ อย่างของหมอจึงต้องมีการจัดเวรชันสูตรพลิกศพ หมอส่วนใหญ่จะไม่คุ้นเคยกับการชันสูตรพลิกศพ และไม่อยากทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อกฎหมายบังคับเลยเกิดยุ่งเหยิงกันใหญ่ ผู้อำนวยการเลยเจรจาให้มีการรับจ้างอยู่เวรแทนโดยผู้ว่าจ้างต้องจ่ายชดเชยพิเศษให้ผู้รับจ้าง ซึ่งหมอทุกคนก็ยอมจ่าย แต่หาคนรับจ้างอยู่เวรไม่ได้ ผู้อำนวยการเลยขอร้องให้ผมที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีช่วยรับจ้างอยู่เวรให้ด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ามีการชันสูตรพลิกศพผมต้องเป็นผู้เขียนความเห็นและเป็นพยานศาลด้วย ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุไม่น่าจะมีเยอะ แต่เอาเข้าจริงมีเยอะมากเดือนละหลายรายทีเดียว จนสนิทคุ้นเคยกับนายตำรวจในพื้นที่แทบทุกคน เพราะกฎหมายระบุว่าการชันสูตรต้องร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับแพทย์ และกรณีที่เป็นการตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานต้องมีอัยการเข้ามาอีก ๑ ฝ่าย
ปกติผมเป็นคนเห็นอะไรก็มักจะจำได้ เมื่อต้องมาเป็นหมอที่ชันสูตรพลิกศพผมต้องเจอศพหลากหลายรูปแบบผมมีปัญหาว่าทุกศพที่ผมชันสูตรมันจำติดตาได้ตลอด แล้วผมดันเป็นคนกลัวผีเสียด้วย ลองนึกภาพดูนะครับคนที่กลัวผีแต่หลับตาทีไรก็เห็นภาพศพแปลก ๆ ที่เคยไปชันสูตร มิหนำซ้ำบางครั้งยังดันได้กลิ่นอีก
ผมยังจำภาพศพแรกในชีวิตที่ผมชันสูตรได้ทั้ง ๆ ที่ผ่านมา ๓๐ ปีแล้ว เป็นผู้ชายอายุ ๘๐ ปีเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะนอนที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย รพ.สงขลานครินทร์ แล้วหัวรุ่งวันหนึ่งแกกระโดดจากชั้น ๓ ไปนอนตายที่พื้นด้านล่าง มีคนพบจึงตามเวรเปลมาพาไปที่ห้องฉุกเฉินแต่หมอเวรห้องฉุกเฉินบอกว่าคนไข้ตายแล้ว ให้นำส่งห้องเก็บศพ จนค่ำเจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าหมอเวรฉุกเฉินบอกว่าเขาไม่ได้ดูคนไข้ให้ตามเวรศัลยศาสตร์มาเป็นคนชันสูตรพลิกศพ ผมจึงต้องไปชันสูตรศพที่ห้องเก็บศพตอนค่ำทั้ง ๆ ที่กลัวผี แต่ผมก็มีเทคนิคในการหาคนไปเป็นเพื่อนด้วยการชวนน้องนักศึกษาแพทย์ตามไปกลุ่มหนึ่งบอกว่าพี่จะสอนวิธีชันสูตรพลิกศพ ฮิ ๆๆ
ศพนั้นเป็นชายสูงอายุ รูปร่างผอมหนังหุ้มกระดูก มีบาดแผลถลอกตามแขนขา แขน ๒ ข้างหักผิดรูป คอหักหมุนได้รอบ อืม! ผ่านไป ๓๐ ปีแล้วยังจำได้ติดตาจริง ๆ
การอยู่เวรชันสูตรนี่ทำให้เจอศพสภาพต่าง ๆ นานา เคยเจอทะเลาะกันเรื่องแย่งน้ำเข้านาคนตายถูกยิงด้วยปืนอาร์ก้า กะโหลกหายไปแถบหนึ่งสมองกระจาย ที่น่าเกลียดสุด ๆ เห็นจะเป็นศพที่ลอยน้ำขึ้นอืดมา หรือถ้าเป็นศพที่ผูกคอตายจะเห็นคนแย่งกันตัดเชือกหรือผ้าที่ใช้ผูกคอเพื่อไปทำพิธีกรรมขอหวย
ช่วงหลังนี่นายร้อยเวรเองก็คงจะขี้เกียจออกไปชันสูตร ณ ที่เกิดเหตุ ในกรณีอุบัติเหตุหรือศพลอยน้ำมาจึงมักจะให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลต่าง ๆ นำศพเข้ามาชันสูตรที่โรงพยาบาล ก็จะเห็นวิธีดับกลิ่นเหม็นเน่าของเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ด้วยการจุดธูปเป็นกำมือ ผมเห็นยังคิดว่าเขาเซ่นไหว้ขอขมาศพแต่เขาบอกว่าใช้กลิ่นควันธูปกลบกลิ่นเหม็นเน่ามิเช่นนั้นมันจะติดไปกับเสื้อผ้าเรา
มีอยู่ครั้งหนึ่งคนตายเป็นเด็กนักเรียนมัธยมขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกนิรภัยซิ่งแล้วรถล้มศีรษะฟาดพื้นตาย ในระหว่างที่กำลังชันสูตรพ่อมายืนร้องห่มร้องไห้ว่าพ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าขี่รถเร็ว ผมนี่อยากจะบอกเหมือนกันว่ากูก็บอกมึงแล้วว่าอย่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูกถ้ามึงคุมลูกไม่ได้
ผมไม่รู้เดี๋ยวนี้สถานการณ์ของการที่แพทย์ต้องออกไปชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุเป็นอย่างไรบ้าง ขออนุญาตไปหาน้ำหอมล้างจมูกก่อนครับ ชักจะได้กลิ่นตุ ๆ ปนควันธูปมาแล้ว ฮิ ๆๆ
ความคิดเห็น