๑๑.Extern 1
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ผมว่าคนเรานี่ล้วนแล้วถูกดวงชะตากำหนดว่าจะต้องเจออะไรบ้างในชีวิต ตัวอย่างเช่นแต่ละวันมีหมอผ่าตัดออกตรวจคนไข้ ๕ คน หนึ่งคนเป็นหมอผ่าตัดฝีมือดีมาก อีก ๑ คนนั่นจับอะไรเป็นเกิดเรื่องผ่าทุกครั้งก็มีแต่ภาวะแทรกซ้อนคนไข้ไม่ตายก็คางเหลือง ที่เหลืออีก ๓ คนนั่นธรรมดา ๆ ไม่อะไรเด่น เวลามีคนไข้มาตรวจเจ้าหน้าที่ห้องตรวจก็จะไล่ไปตามคิวเรื่อย ๆ คนไข้ที่ไปเจอหมอหมายเลข ๒ นี่ถือว่าดวงซวยจริง ๆ ไปเร็วขึ้น ๑ คิวก็เจอหมอเก่ง ไปช้า ๑ คิวก็เจอหมอธรรมดาแต่ไม่เลวร้าย
พวกหมอเองก็ไม่พ้นเรื่องดวง หลายคนดูคนไข้ดีมาก ผ่าตัดก็ฝีมือดี แต่ดวงไม่ดีมักจะเจอคนไข้ยาก ๆ ที่รักษาแล้วต้องเกิดปัญหา หรือผ่าตัดแล้วไม่ตรงไปตรงมายังไงก็ต้องเกิดภาวะแทรกซ้อน เลยมองดูเหมือนเป็นหมอไม่เก่ง
ตอนผมเป็นนักเรียนแพทย์ผมเกิดเบื่อหน่ายสังคมผู้คงแก่เรียน เลยหันหน้าไปหากิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียนเป็นเหตุให้ผมจบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ๒ ปี นั่นก็เป็นความซวยของผมที่ผมดันเป็นนักเรียนแพทย์หลักสูตรเก่ารุ่นสุดท้ายของประเทศไทย หลักสูตรเก่านี่เรียนระบบ ๒-๒-๒ คือเรียนเตรียมแพทย์ พวกเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์อะไรนั่น ๒ ปี แล้วจึงไปเรียนปรีคลินิก (Preclinic) พวกวิชาพื้นฐานการแพทย์ต่าง ๆ ๒ ปีได้แก่กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีวเคมี เภสัชวิทยา จุลชีววิทยา พยาธิวิทยา สุดท้ายเรียนชั้นคลินิก(Clinic) คือเรียนเป็นหมอ หัดตรวจรักษาคนไข้โรคต่าง ๆ ๒ ปี ช่วงที่จบชั้นปรีคลินิกจะได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์มาตุน ๑ ใบ พอจบชั้นคลินิกก็จะได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตอีก ๑ ใบ แต่ยังไม่เป็นหมอเต็มตัวเพราะต้องผ่านการเป็นแพทย์ฝึกหัดหรืออินเทิร์น(Intern) ก่อน ๑ ปี จึงจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา
หลักสูตรใหม่นี่เขาเปลี่ยนเป็นระบบ ๑-๒-๓ คือเรียนเตรียมแพทย์แค่ ๑ ปี แล้วไปเรียนปรีคลินิกอีก ๒ ปี สุดท้ายไปเรียนคลินิก ๓ ปี หลักสูตรนี้ไม่มีสิทธิรับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตระหว่างทาง ต้องจบ ๖ ปีจึงจะได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตใบเดียว แต่หลักสูตรใหม่นี่เมื่อจบ ๖ ปีจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภาเลย เพราะตอนเป็นนักเรียนแพทย์ปี ๖ หรือที่เรียกว่าเอ็กซเทิร์น(Extern) นี่ทำงานเหมือนแพทย์ฝึกหัดอินเทิร์นของหลักสูตรเก่า พวกหลักสูตรเก่ารุ่นสุดท้ายกับรุ่นหลัง ๑ รุ่นซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่รุ่นแรกจึงเรียนชั้นปรีคลินิกพร้อมกัน แต่พอขึ้นชั้นคลินิกหลักสูตรเก่าเรียน ๒ ปี จบออกไปเป็นอินเทิร์น ส่วนหลักสูตรใหม่ยังเรียนต่ออีก ๑ ปีเป็นเอ็กซเทิร์น
ผมสอบตกซ้ำชั้นช่วงที่เรียนเตรียมแพทย์ ผมจึงต้องไปเรียนชั้นปรีคลินิกกับรุ่นหลัง ๒ รุ่น และเนื่องจากเขายกเลิกระบบอินเทิร์นไปพร้อมกับยกเลิกหลักสูตรเก่า ผมเลยต้องเรียนชั้นคลินิก ๓ ปี จบแล้วไม่ต้องอินเทิร์น ผมเลยจบช้าไป ๒ ปี แต่ตอนจบชั้นปรีคลินิกผมได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต ๑ ใบ
การเป็นเอ็กซเทิร์นของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำหนดให้ปฏิบัติงาน ๒ ช่วง คือใน รพ.สงขลานครินทร์ ๖ เดือน และในโรงพยาบาลสมทบอีก ๖ เดือน ให้เลือกโรงพยาบาลสมทบตามโควตาถ้าเกินก็จับสลาก และเลือกว่าครึ่งปีแรกจะอยู่ในหรือนอก ผมเลือกไปปฏิบัติงานครึ่งปีหลังที่โรงพยาบาลสงขลาเพราะใกล้ดี ที่ไม่เลือกโรงพยาบาลหาดใหญ่เพราะเบื่อแล้วตอนเป็นนักเรียนแพทย์ต้องไปเรียนที่นั่นด้วยหลายวิชา
สมัยนั้นโรงพยาบาลสงขลายังอยู่ที่เดิมในเมืองชีวิตเอ็กซเทิร์นมีสวัสดิการที่พัก อาหาร ๓ มื้อ อาหารหลักมื้อเช้าเป็นข้าวต้มกับกุ้งแห้งต้ม ๕-๖ ตัว โรยกระเทียมเจียวกินกันตายได้ทุกวัน
เรามีห้องพักแพทย์สำหรับแพทย์ใช้ทุนและเอ็กซเทิร์น ภายในมีโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกซึ่งมีขาเล่นเป็นประจำมีหัวหน้าเภสัชเป็นหัวหน้าทีม มีทีวี ๑ เครื่องพร้อมเครื่องเล่นวิดีโอ และมีวิดีโอเกมส์อาตาริ ก็ต้องคอยแย่งกันระหว่างคนจะดูวิดีโอกับคนเล่นเกมส์ ช่วงนั้นดูจิ้งจอกภูเขาหิมะกันอย่างเมามัน ปกติมื้อเย็นพวกเราจะสั่งอาหารตามสั่งจากป้าฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลมากินที่ห้องพักแพทย์ ถ้าไม่อยู่เวรผมก็จะเดินตระเวนหาของกินหาขนมแถวถนนนางงาม ถนนนครใน แต่ชีวิตส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ในห้องพักแพทย์
เนื่องจากเป็นพวกแก่พรรษาเรียนนาน แพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลสงขลาช่วงนั้นจึงเป็นรุ่นเดียวกับผมและรุ่นก่อน ๑ รุ่น มีรุ่นหลังที่จบก่อนผม ๒ คน เวลามีคนไข้ที่ห้องฉุกเฉินหรือที่หอผู้ป่วยบรรดาขาไพ่นกกระจอกหรือขาวิดีโอจึงมักจะขอช่วยผมให้ไปจัดการแทน ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงจึงค่อยตาม
ช่วงที่อยู่เวรห้องฉุกเฉินนี่นอกจากการรักษาคนไข้อุบัติเหตุฉุกเฉินแล้วเรายังต้องสอนนักเรียนพยาบาลด้วย น้องนักเรียนพยาบาลจะมาขอเราว่าจะเอาคนไข้รายไหนไปเขียนรายงาน น้องจะไปเขียนรายงานมาส่งให้เราตรวจและเขียนความคิดเห็น ให้คะแนน ตลกดีนะถึงแม้เราจะอยู่ในฐานะหมอที่ดูแลคนไข้ที่ห้องฉุกเฉินแต่เรายังมีสถานะเป็นนักเรียนแพทย์ต้องกลายเป็นอาจารย์นักเรียนพยาบาลไปด้วย
หลังจากผมเรียนจบเฉพาะด้านกลับไปเป็นอาจารย์ศัลยศาสตร์ทรวงอก ผมเคยต้องไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศัลยศาสตร์ทรวงอกให้นักเรียนพยาบาลอยู่ ๒ ปี เวลาไปสอนนี้รู้สึกขัดเขินมาก พอขับรถไปจอดจะมีนักเรียนพยาบาลมาต้อนรับพาไปห้องพักรับรอง อาจารย์ประจำวิชาจะมาทักทาย เมื่อถึงเวลานักเรียนพยาบาลก็จะมาเชิญไปห้องเรียน เข้าไปถึงมีการสั่งทำความเคารพ มีการแนะนำประวัติวิทยากรทุกอย่างดูเป็นพิธีการไปหมด ที่สำคัญเนื่องจากเราเป็นอาจารย์พิเศษดังนั้นในคาบนี้จึงมีนักศึกษาเยอะมากทุกหลักสูตรของวิทยาลัยพยาบาลมานั่งเรียนมองไปสุดลูกหูลูกตามีแต่สาว ๆ ในชุดพยาบาลสีขาวเอี๊ยมสีฟ้า คนสอนนี่ยืนเขินขาสั่นเลยกว่าจะทำใจได้ สมัยนั้นไม่มีสไลด์พาวเวอร์พอยน์ช่วย ก็ต้องยืนพูดตามองไปทางนักเรียนสาว ๆ ไม่เหมือนเวลาสอนนักเรียนแพทย์เลย ถึงชั่วโมงเลคเชอร์เราก็เดินไปห้องเรียนเอง ไปถึงไม่ต้องสนใจว่าจะฟังเราสอนหรือเปล่า เราก็สอนไปเรื่อย
เรื่องราวสนุก ๆ ตอนเป็นเอ็กซเทิร์นยังมีอีกเยอะ ขอรื้อลิ้นชักสมองหยิบออกมาปัดฝุ่นก่อนครับ
ความคิดเห็น