๑๖.ผู้ต้องหา
- drpanthep
- 20 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ผมมักจะอ้างว่าคนเรานี่ถูกดวงชะตาลิขิตไว้ว่าจะต้องเจออะไร บางช่วงจังหวะชีวิตเราอาจจะเป็นพระเอก แต่บางช่วงเราก็เป็นผู้ร้าย แต่ผมเป็นคนไม่เชื่อหมอดูแต่ก็ไม่ลบหลู่ อะไรที่โดนทักว่าไม่ดีก็พยายามแก้ไข พระสิทธิญาณมุนี หรือพ่อท่านสุข อดีตเจ้าอาวาสวัดมุจลินทวาปีวิหารที่คนปัตตานีนับถือกันมากเคยดูดวงผมแล้วบอกว่าผมเป็นคนแข็งมักจะมีปัญหากับเจ้านายหรือผู้ร่วมงานระดับเดียวกัน ให้ผมแก้ไขด้วยการสวดมนต์นั่งสมาธิ ผมก็ทำไม่ได้ คุณตาอนันต์ วัฒนานิกร ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพก็เคยผูกดวงให้แล้วบอกว่าดวงชะตาผมเป็นดวงโจรร้ายแต่โชคดีมีดาวดวงหนึ่งโผล่มาคุมเลยทำให้กลายเป็นเด่นเรื่องสติปัญญาแต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องอารมณ์
ผมเขียนเล่าแต่เรื่องดีของผมจนหลายคนคิดว่าผมนี่คงเป็นสุดยอดแห่งคนดี ลองมาฟังอีกด้านของผมดูบ้างว่าเป็นอย่างไร
ผมไปเรียนต่อสาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ๓ ปี จบแล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่หน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก หัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๓
จนกระทั่ง วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๗ ผมได้รับคำสั่งจาก อาจารย์หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก หัวใจและหลอดเลือด ว่าวันที่ ๒๖ มกราคม อาจารย์มีผู้ป่วยเป็นลิ้นหัวใจตีบ ๑ รายจะทำผ่าตัดเวลา ๐๙.๐๐ น. แต่อาจารย์ติดคุมกิจกรรมวิชาการของแพทย์ประจำบ้าน ขอให้ผมไปเริ่มผ่าตัดให้ก่อน
วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๓๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. ผมได้เข้าห้องผ่าตัดเพื่อทำการผ่าตัดแทนอาจารย์ ระหว่างที่กำลังเตรียมผู้ป่วย วิสัญญีแพทย์เริ่มดมยาสลบ ผมและวิสัญญีแพทย์ก็เตรียมที่จะผ่าตัดใส่สายสวนหลอดเลือด เพื่อให้น้ำเกลือและวัดความดันในหลอดเลือด ก็มีอาจารย์แพทย์คนหนึ่งสมมุติชื่อว่า ส. ได้เข้ามาในห้องและอ้างว่าเป็นเจ้าของไข้ผู้ป่วยรายนี้ จะเป็นผู้ลงมือผ่าตัดเอง ไม่ต้องการให้ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผมจึงโทรศัพท์ไปถามอาจารย์ ท่านยืนยันว่าเป็นคนไข้ในความรับผิดชอบท่าน ผมได้ตรวจสอบกับตารางจองคิวผ่าตัดก็ถูกต้อง ท่านยืนยันว่าให้ผมทำผ่าตัดแทนท่านไปเลย ปรากฏว่า ส. ไม่ยอม และสั่งให้วิสัญญีแพทย์เลิกดมยาสลบ จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ขณะนั้นคนไข้ดมยาสลบไปเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะหัวใจเต้นผิดปกติ ด้วยความโมโห ผมจึงหันไปหยิบมีดจากชั้นวางของ ซึ่งเป็นมีดแบบเดียวกับที่แม่ค้าใช้หั่นแตงโมยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว ขึ้นมาชี้หน้าแล้วไล่ ส.ให้ออกไปจากห้องผ่าตัด ก็มีแพทย์ประจำบ้านเข้ามาช่วยกันแยกผมกับ ส. บังเอิญ ส.ล้มลง ด้วยความตกใจจึงร้องไห้โฮ แล้วคลานสี่ขาออกไปทางประตูหลังห้องผ่าตัดด้วยความรวดเร็ว การผ่าตัดคนไข้รายนี้จึงต้องงดไป ความซวยตกกับคนไข้ เหตุการณ์ทุกอย่างก็สงบลง ผมก็ทำงานตามปกติของผมต่อจนเลิกงาน
ช่วงเย็นประมาณ ๕ โมงเย็นมีนายตำรวจยศ ร.ต.ท. ไปเคาะห้องพักผม แล้วบอกว่าขอเชิญไปสถานีตำรวจ เพราะ ส.ไปแจ้งความจับผม เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ ส.อยู่ที่นั่นแล้ว และแจ้งข้อหาว่าผมพยายามฆ่า อาจารย์หัวหน้าหน่วยฯ และภรรยาซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจ และขอให้ ส.เลิกแจ้งความ แล้วมาคุยกันเป็นการภายในหน่วยงาน แต่ ส.ยืนกรานที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผมให้ถึงที่สุดด้วยข้อหา พยายามฆ่า ผมเลยตกเป็นผู้ต้องหาพยายามฆ่า อาจารย์หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยาจึงขอใช้ตำแหน่งข้าราชการ ซี ๙ ประกันตัวผม แต่เนื่องจากตอนที่ผมโดนแจ้งข้อหาเป็นเวลาประมาณ ๖ โมงเย็นเศษ กว่าจะได้ประกันตัวออกไปเกือบเที่ยงคืน
ระหว่างนั้นมีพรรคพวกเพื่อน ฝูง แพทย์ พยาบาลทั้งรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ รุ่นน้อง แห่ไปให้กำลังใจกันแน่นขนัด บางคนอาจจะไปดูแล้วแอบสมน้ำหน้า เป็นครั้งแรกที่ผมได้กินข้าวผัดกับโอเลี้ยงตามสูตร และที่จำได้ไม่ลืมเลยคือน้ำอึกแรกที่ได้กินคือโค๊กที่พี่แอ๋ว วิสัญญีพยาบาลรุ่นพี่ผม ๒ รุ่นเอามายื่นให้ ยังโชคดีที่ร้อยเวรยังกรุณา ไม่จับเข้าห้องกรง ให้นั่งในห้องร้อยเวร จะไปฉี่ต้องขออนุญาตนายดาบหน้าห้องให้แกไปยืนเฝ้า ลืมเล่าไปว่าร้อยเวรที่ไปคุมตัวผมมาให้ผมนั่งรถมากับแก แล้วสัมภาษณ์ผมมาตลอดทาง สุดท้ายแกบอกว่า "ผมเป็นเด็กโคกโพธิ์ครับพี่" "เป็นรุ่นน้องโรงเรียนสาธิต รูสะมิแลด้วย" แถมแกยังบอกว่า "นี่ถ้าพี่ต่อยมัน ผมปรับพี่แค่ ๕๐๐ แล้วจบ แต่นี่พี่หยิบมีด เลยเป็นช่องให้มันแจ้งข้อหารุนแรง"
ผมต้องใช้เวลาอยู่กับคดีนี้เป็น เวลา ๕ เดือนเต็ม จนวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ อัยการจังหวัดสงขลาจึงมีคำสั่งเด็ดขาด "ไม่ฟ้องผู้ต้องหา" คดีพยายามฆ่าผู้อื่น ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนว่า "ควรสั่งไม่ฟ้องนายปานเทพ คณานุรักษ์ ผู้ต้องหา"
แต่ไม่จบแค่นั้น เพราะ ส.ยังร้องเรียนให้ทางมหาวิทยาลัยตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการผม และร้องเรียนแพทยสภาข้อหาไม่ให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีผู้ร่วมวิชาชีพ เรียกว่าฟ้องที่ไหนได้พี่แกฟ้องหมด เผลอ ๆ อาจจะจุดธูปฟ้องศาลพระภูมิด้วย ผมต้องใช้เวลาร่วมปีทุกอย่างจึงยุติ ข้อหาทางวินัยผมโดนลงโทษภาคทัณฑ์ ส่วนแพทยสภาว่ากล่าวตักเตือน
ตลอดเวลาที่ผมเผชิญกับชะตากรรมที่ผมก่อขึ้นนี้ทำให้ผมเห็นอะไรเยอะ เห็นว่าใครเป็นญาติพี่น้อง ใครเป็นเพื่อน ได้เห็นความพยายามช่วยเหลือผมจากหลาย ๆ ฝ่าย ในขณะเดียวกันผมก็เห็นธาตุแท้ของคนเป็นอาจารย์หลายคนที่พยายามจะเอาผมออกจากราชการให้ได้ มีสารพัดเล่ห์กล ตั้งแต่หลอกพยาน หลอกผม โชคดีที่ทุกคนที่เป็นพยานให้การไปตามความเป็นจริง ภายใต้จิตใจที่ต้องการช่วยเหลือผม ด้วยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง และไม่พอใจคู่กรณีผมที่มีนิสัยไม่ถูกจริตของชาวห้องผ่าตัดเป็นทุนเดิม
จากเหตุการณ์นั้นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยน จากคนที่คิดว่าจะเป็นอาจารย์ ก็เริ่มหาช่องทางออกจากที่นั่น แต่ตอนนี้ผมให้อโหสิทุกคนที่เคยทำกับผมไว้หมดแล้ว เพราะถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านั้น ผมก็คงไม่มีผมในวันนี้ และสุดท้ายด้วยตำแหน่งหน้าที่ของผม คู่กรณีผมเคยต้องมาขอความช่วยเหลือจากผมเหมือนกับไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อนเลย ผมก็ช่วยไปตามหน้าที่ของผม
เอามาเล่าได้เพราะหมดอายุความไปแล้ว ถ้าวันนั้นผมติดคุกข้อหาพยายามฆ่านี่ก็ ๒๐ กว่าปีแล้วคงได้ออกจากคุกแล้ว
ความคิดเห็น