๑๗.คิดนอกกรอบ
- drpanthep
- 20 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
คนส่วนใหญ่จะมองว่าคนเรียนหมอเป็นคนฉลาดมีระดับสติปัญญาหรือ Intelligence Quotient(I.Q.)สูง แต่ผมว่าแค่ I.Q.เพียงอย่างเดียวไม่พอ คนเป็นหมอต้องมีครบ 6Q คือนอกจาก I.Q. ยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์หรือ Emotional Quotient(E.Q.) ความเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมหรือ Moral Quotient(M.Q.) ความฉลาดในการเผชิญและแก้ปัญหาหรือ Adversity Quotient(A.Q.) ความพร้อมทางกายภาพหรือ Physical Quotient(P.Q.) และความฉลาดในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมหรือ Social Quotient(S.Q.)
ผมตั้งข้อสังเกตว่าหมอส่วนใหญ่จะทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพหมอไม่ค่อยเป็น ไปลงทุนทำอะไรกับใครก็มักจะเสียเปรียบหรือโดนโกง ทั้งนี้เพราะเราขาด S.Q. นอกจากนี้เรายังมี ego หรือความเป็นตัวตนสูง คิดว่าเราคือคนฉลาดเป็นผู้รอบรู้ ทั้ง ๆ ที่อาชีพหมอบีบบังคับให้เราต้องหมกมุ่นกับวิชาชีพเรามากกว่าจะสนใจเรื่องอื่น จะว่าไปแล้วเราก็เหมือนกบในกะลาที่คิดว่าด้วยสติปัญญาความฉลาดของเรา เราน่าจะรู้ดีทุกเรื่อง
ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของผมที่ทำให้ผมสนใจเรื่องอื่น ๆ มากกว่าเรื่องเกี่ยวกับทางการแพทย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมชอบวิชาประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็กอยากเป็นนักโบราณคดี แต่ตอบตนเองไม่ได้ว่าถ้าพ่อถามว่าเรียนไปทำไม เราจะตอบว่าอะไรจบแล้วทำมาหากินอะไร เพราะยุคนั้นไม่มีเรื่องการแนะแนวยิ่งเป็นเด็กบ้านนอกแบบผมด้วยแล้วมันมืดมน เลยรู้แต่ว่าเราเรียนในระดับที่ไม่แย่ก็หนีไม่พ้นหมอ วิศวะ วิทยาศาสตร์ ดันสอบติดหมอก็เลยต้องเรียนจนจบแบบเกือบไม่จบ จบแล้วเรียนต่อเป็นหมอเฉพาะทางก็ยังใช้ชีวิตที่ต่างจากหมอส่วนใหญ่ เหมือนคนสับสนในชีวิตยังไงชอบกล หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งร้ายและดีในชีวิต ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น ถ้าเรียกให้โก้หรูก็ต้องบอกว่าเกิดการเสาะแสวงหาทางสว่างแห่งชีวิต จนวันหนึ่งมีคนชวนผมไปอบรมหลักสูตร “ศิลปะการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” ที่จัดโดยศูนย์ประยุกต์และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
การไปอบรมหลักสูตรนี้สอนให้เรารู้จักคิดเป็นระบบ ประมวลสิ่งที่รับรู้เป็นขั้นเป็นตอนไม่สะเปะสะปะ ซึ่งผมพบว่าการเรียนหมอสอนให้เราคิดเป็นระบบ รู้จักใช้เหตุและผลอยู่แล้ว เราต้องใช้สมองของเราประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะให้ได้คำตอบ ตั้งแต่นำประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบันและการเจ็บป่วยในอดีตตลอดจนประวัติเจ็บป่วยของคนในครอบครัว มาจัดลำดับความสำคัญเป็นโจทย์ จากนั้นก็นำสิ่งที่ได้จากการตรวจร่างกายของคนไข้ตั้งแต่การดู การคลำ การเคาะ การฟัง มาเป็นตัวช่วยในการแก้โจทย์ทีละข้อ เราจะถูกสอนไม่ให้วินิจฉัยโรคแบบเป๊ะ ๆ ตั้งแต่เริ่มแรก เราต้องคิดถึงความน่าจะเป็นว่าจากประวัติ ตรวจร่างกายคนไข้น่าจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง แล้วทำการวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) โดยนำผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการการตรวจพิเศษต่าง ๆ มาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ว่าคำตอบแต่ละข้อถูกหรือผิด ถ้าผิดก็ต้องหาคำตอบกันใหม่ แต่ถ้าถูกก็ทำโจทย์ที่ยากขึ้นต่อไปคือจะรักษาอย่างไร ใช้ยาหรือผ่าตัด ผ่าตัดจะทำอะไร มันเป็นการจัดระบบความคิดให้เป็นขั้นตอน จนสุดท้ายหากการรักษาไม่ประสบความสำเร็จคนไข้ตาย เราก็ยังมีการตรวจชันสูตรศพเพื่อให้ได้คำตอบสุดท้าย
แต่ด้วยวิชาชีพหมอทำงานบนความเป็นความตายของคนอื่น ทำให้เราคิดวนอยู่ในหลักการ หลักวิชาเดิม ๆ ไม่กล้าคิดแปลกแหวกแนวออกไป เราเลยขาดการคิดนอกกรอบ หรือไม่กล้าไปทางลัด บ่อยครั้งที่เราเจอทางตันในการวินิจฉัยหรือการรักษา
การไปอบรมหลักสูตรนี้สอนให้เราหัดคิดนอกกรอบ รู้จักการปรับกระบวนทัศน์(Paradigm shift) คือไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นแบบนั้นเท่านั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อเราท่องสูตรคูณแม่ ๒ เราท่องว่า ๒ คูณ ๑๒ เป็น ๒๔ แต่พอท่องถึงแม่ ๓ เราก็ได้ว่า ๓ คูณ ๘ ก็ได้ ๒๔ พอท่องแม่ ๔ ก็ได้ว่า ๔ คูณ ๖ ก็ได้ ๒๔ เหมือนกัน โจทย์มันมีหลายทางเลือกหลายวิธีที่จะได้คำตอบเดียวกัน
......การไปอบรมหลักสูตรนี้เป็นก้าวแรกที่ทำให้ผมเริ่มเดินห่างจากความเป็นหมอ.....
ความคิดเห็น