๑๘.ค่าผ่าตัด
- drpanthep
- 20 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ผมอาจจะเขียนอะไรที่ไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้มันแล้วแต่ว่าช่วงที่เขียนมันมีอะไรหล่นมาจากลิ้นชักในสมอง แบบเดียวกับเราเขย่ากระบอกเซียมซี ไม้ติ้วยากที่ตกลงมาเรียง ๑, ๒, ๓
ผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีธุรกิจการค้าใด ๆ แม้ว่าจะเป็นวงศ์ตระกูลที่เอ่ยมาแล้วคนในจังหวัดจะคิดว่าเป็นผู้ดี เป็นคนรวย แต่ผมก็เป็นแค่ลูกแม่ค้าข้าวแกง แม่ค้าขนมเบเกอรี่ ผมจึงไม่เคยถูกปลูกฝังเรื่องการลงทุนที่หวังผลกำไร นอกจากนั้นพ่อผมก็นับว่าเป็นคนกว้างขวางมีพรรคพวกมากคนหนึ่ง ผมจึงได้เห็นว่าพ่อช่วยเหลือพรรคพวกสารพัดเรื่องโดยไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์จากการช่วยเหลือเป็นเงินเป็นทอง ไม่เคยทวงบุญคุณใคร และยังได้รับรู้เรื่องราวของปู่ย่าว่าเป็นคนที่มีพรรคพวกมากเช่นกันชอบช่วยเหลือพรรคพวก ตลอดจนบรรพบุรุษเหนือขึ้นไปก็มีแนวทางการดำเนินชีวิตแบบนี้
เมื่อผมมีโอกาสมาเป็นหมอซึ่งเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าต้องมีรายได้จากการประกอบวิชาชีพมาก เป็นคนรวย ผมจึงไม่เคยคิดว่าจะใช้วิชาชีพแสวงหาผลประโยชน์ให้ร่ำรวย ไม่เคยคิดว่าตอนเรียนพ่อแม่ต้องลงทุนเงินทองผมต้องลงแรงจบแล้วต้องถอนทุนคืน ผมรักษาคนไข้โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนใด ๆ การรักษาการผ่าตัดคนไข้เป็นการทำตามหน้าที่ที่ต้องทำ ผมพยายามนึกว่าตลอดชีวิตของการเป็นหมอผ่าตัดผมเคยได้เงินจากคนไข้กี่ครั้ง ที่จำได้แม่นก็ตอนเป็นแพทย์ประจำบ้านปี ๒ ที่ศิริราชมีคนไข้เป็นพ่อค้าฐานะดีมาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ เป็นคนไข้พิเศษของอาจารย์ พวกผมเป็นคนดูแลคนไข้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดอยู่ในไอซียู จนย้ายไปอยู่ห้องพิเศษก็ไปดูคนไข้วันละ ๒ เวลา เมื่อคนไข้จะกลับบ้าน คนไข้เอาเงินใส่ซองให้พวกผม ๔ คน คนละ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเมื่อ ๓๐ ปีก่อนนี่นับว่ามากเอาการอยู่ พวกผมก็เอามาลงขันกันเป็นกองกลางไว้สำหรับหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน
อีกครั้งก็ตอนกลับไปเป็นอาจารย์แล้วมีคนไข้มาผ่าตัดมะเร็งปอด ลูกสาวคนไข้เป็นพยาบาลเป็นรุ่นน้องโรงเรียนผมเอง ลูกเขยคนไข้เป็นหมอเพื่อนรุ่นเดียวกับผม คนไข้ใส่ซองให้ผม ๓,๐๐๐ บาท ผมไม่รับ แต่ลูกสาวคนไข้บอกว่าพี่รับไปเถอะพ่อเขาตั้งใจไว้แล้ว ผมก็เลยต้องรับ นอกนั้นผมไม่เคยได้เงินค่าผ่าตัดจากคนไข้เลย เพราะคนไข้ผมไม่ต้องมีการฝากพิเศษผมผ่าตัดรักษาด้วยมาตรฐานเดียวกันหมด มีบางรายก็นำกระเช้าของขวัญ นำขนมนมเนยมาฝาก
อ้อ! มีอยู่รายหนึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพยาบาลห้องผ่าตัด เป็นโรคอกบุ๋มมาแต่กำเนิด ผมผ่าตัดแก้ไขให้ ครอบครัวคนไข้เป็นเจ้าของฟาร์มหอยนางรมที่สุราษฎร์ธานี ระหว่างที่ทำผ่าตัดผมก็พูดเล่นไปตามสไตล์ผม แซวคนโน้นคนนั้นไปเรื่อย ผมก็แซวน้องพยาบาลญาติคนไข้ว่าแบบนี้ต้องเอาหอยนางรมมาให้ผมกินบำรุงกำลัง วันหนึ่งน้องพยาบาลหิ้วหอยนางรมมาให้ผม ๑ กระสอบปุ๋ย ผมแกะจนมือแทบฉีกเลย นั่นถ้าหอยนางรมนั้นมีเชื้อ vibrio vulnificus ผมคงม่องเท่งไปแล้ว ฮิ ๆๆ
ผมเคยเปิดคลินิก แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการใช้คลินิกเป็นแหล่งหารายได้เสริม เพราะผมโง่มากผมคิดต้นทุนค่าแรงไม่เป็น ผมคิดต้นทุนค่ายา ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าเช่าค่าตกแต่งร้าน แต่พอจะคิดต้นทุนค่าแรง ผมไม่รู้ว่าผมมีค่ามากน้อยแค่ไหน จะให้แฟนใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่เขาจบมาก็ไม่สำเร็จ เพราะแฟนผมก็เป็นคนประเภทเดียวกันคือสงสารคนไข้ ผมเลยเก็บคนไข้แค่ ๗๐ บาท ในขณะที่คลินิกอื่น ๆ เก็บร้อยกว่าบาท ทำไปทำมาก็เลยไม่เห็นจะมีเงินเหมือนคนอื่นเขา จึงเลิกทำเอาเวลาไปหาความสุขใส่ตัวดีกว่า
ตอนผมไปอยู่ภาคเอกชน ๒ ปี ผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีคนไข้มากน้อยแค่ไหน มีผ่าตัดมากหรือน้อยก็ได้เงินเดือนตายตัว ในอัตราที่ผมคิดว่าพอจะเลี้ยงครอบครัวได้
เมื่อกลับมารับราชการก็มีรายได้จากการรับอยู่เวรคลินิกนอกเวลาราชการซึ่งดูดีมีรายได้เสริมแต่พอสิ้นปีจ่ายภาษีบานเลยเท่ากับทำงานให้โรงพยาบาลฟรี ถึงจุดหนึ่งลูกโตมีรายจ่ายมากขึ้นผมก็ต้องรับจ้างอยู่เวรทั้งในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล ค่าจ้างก็เป็นอัตราที่ไม่มากแค่พอที่ทำให้ผมมีรายได้เสริม เวลาไปตรวจหรืออยู่เวรที่โรงพยาบาลเอกชนผมก็พยายามไม่ไปรู้ว่าเขาเก็บเงินค่ารักษาคนไข้เท่าไหร่ เพราะถ้ารู้อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ
จนป่านนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีจะเกษียณแล้วผมยังไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรให้ลูกเลย แต่ก็ภูมิใจที่ยังมีปัญญาส่งให้ลูกเรียนจนจบปริญญา
ที่เล่ามาไม่ใช่จะบอกว่าผมเป็นคนดี หมอคนอื่นที่ใช้วิชาชีพหารายได้เสริมเป็นคนไม่ดี แต่อยากจะบอกว่าคนเราแต่ละคนมีทัศนคติ มีเจตคติในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าวิชาชีพเดียวกันต้องเหมือนกันทุกคน หมอจึงไม่ได้รวยเหมือนกันทุกคน อันนี้พูดบนพื้นฐานของหมอทั่วไปที่มีจริยธรรม ไม่ใช่หมอที่สร้างรายได้มากเกินควรโดยไม่สนใจความทุกข์ยากของคนไข้และครอบครัว
ความคิดเห็น