๑๙.ปรีคลินิค 1
- drpanthep
- 20 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ตอนผมเข้าเป็นนักศึกษาปี ๑ พวกเรานักเรียนแพทย์ทุกคนยังสังกัดกับคณะวิทยาศาสตร์ และเป็นปีที่เริ่มผ่อนผันให้นักศึกษาเริ่มทำกิจกรรมได้ หลังจากที่ถูกห้ามเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ จึงมีการรื้อฟื้นและก่อตั้งชมรมต่าง ๆ ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีชมรมที่เป็นแนวเชิงวิชาการชมรมหนึ่งคือชมรมวิทยาศาสตร์และแพทยศาสตร์ ผมชักจำชื่อจริงไม่ได้ได้แต่ชื่อย่อว่า ช.ว.พ. ผมชอบเข้าไปอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ห้องชมรมนี้ซึ่งอยู่ชั้น ๑ ตึกเคมี หนังสือที่อ่านประจำคือจุลสาร ช.ว.พ. และวารสารรามาธิบดีเก่า ๆ จุลสาร ช.ว.พ.คอลัมน์ที่อ่านคือเรื่องราวของอาจารย์ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่อาจารย์เขียนเล่าชีวิตตอนเป็นนักศึกษาตั้งแต่เรียนเตรียมแพทย์จนจบแพทย์ศิริราช อาจารย์เขียนได้สนุกมาก จนเรารู้สึกว่าอยากจะเจอบรรยากาศแบบที่อาจารย์เล่าเร็ว ๆ ส่วนวารสารรามาธิบดีนั่นผมอ่านเรื่องศักดินารามา ของอาจารย์ นพ.พูนพิศ อมาตยกุล อาจารย์เอาเรื่องราวภายในรามาธิบดีมาเขียนให้เป็นเรื่องราวทำนองยุคราชาธิปไตย เอาชื่อจริงของอาจารย์รามาธิบดีมาแปลงเป็นบรรดาศักดิ์ขุน หลวง พระ พระยา อ่านแล้วสนุกมากเพราะอาจารย์เป็นผู้โตมาจากในรั้วในวัง ถ้าผมจำไม่ผิดอาจารย์พูนพิศท่านเติบโตมาในวังของพระองค์เจ้าเหมวดี พระราชธิดาของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ กับเจ้าจอมมารดาที่มาจากสกุลอมาตยกุล จาก ๒ บทความที่ผมอ่านประจำทำให้ผมเกิดจินตนาการไปถึงอนาคตการเป็นนักเรียนแพทย์ของผมอย่างสนุก
แต่ที่สงขลานครินทร์ต่างจากศิริราช ที่ศิริราชภาควิชาต่าง ๆ ของชั้นปรีคลินิก(Preclinic) ซึ่งเป็นพื้นฐานทางการแพทย์จริง ๆ ขึ้นตรงกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลอาจารย์ที่สอนส่วนใหญ่เป็นหมอแล้วไปเรียนต่อด้านปรีคลินิก ส่วนที่สงขลานครินทร์ภาควิชาต่าง ๆ ของปรีคลินิกขึ้นกับคณะวิทยาศาสตร์ อาจารย์ที่สอนไม่มีหมอ ส่วนใหญ่จะจบวิทยาศาสตร์บัณฑิตแล้วไปต่อด้านปรีคลินิกมีส่วนน้อยที่เป็นเภสัชกร สัตวแพทย์ บรรยากาศของการเรียนปรีคลินิกที่ผมดูพวกรุ่นพี่จึงต่างจากบรรยากาศของศิริราช
ต่อมาจึงรู้ว่าที่สงขลานครินทร์ลอกแบบมาจากรามาธิบดี เนื่องจากผู้ที่วางรากฐานทั้ง ๒ แห่งคือ ศ.ดร.สตางค์ มงคลสุข
วิชาหนึ่งของชั้นปรีคลินิกคือกายวิภาคศาสตร์คือการเรียนรู้อวัยวะต่าง ๆ ของคนอย่างละเอียดต้องมีการผ่าอาจารย์ใหญ่หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าทำแล็บกรอสส์ ซึ่งมาจากคำว่า Gross anatomy
วิชากายวิภาคศาสตร์(Anatomy) นี้แบ่งเป็น ๓ แขนงคือมหกายวิภาคศาสตร์ หรือ Gross anatomy เรียนเกี่ยวกับอวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายนอกภายในเส้นเลือด เส้นประสาท ฯลฯ ผ่าดูได้ด้วยตาเปล่า แขนงที่ ๒ เรียกว่าจุลกายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อหรือ Histology อันนี้เรียนลึกลงไปถึงชั้นเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ต้องศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ แขนงที่ ๓ เรียกว่าประสาทกายวิภาคศาสตร์หรือ Neuroanatomy อันนี้เรียนเน้นเกี่ยวกับระบบประสาทตั้งแต่สมอง ประสาทสันหลังไปจนประสาทส่วนปลาย
เมื่อผมเป็นนักศึกษาปี ๒ เกิดวิกฤติกับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์มีอาจารย์ลาออกและไปศึกษาต่อจนแทบจะไม่เหลืออาจารย์สอน จึงมีการติดต่อหาอาจารย์เป็นความโชคดีมากที่มีปรมาจารย์ทางกายวิภาคศาสตร์ ๒ สามีภรรยาจากศิริราชคืออาจารย์ นพ.เกษม และพญ.มัณฑนา แก้วอิ่ม ยินดีย้ายลงไปเป็นอาจารย์ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เป็นที่ตื่นเต้นของนักศึกษาแพทย์รุ่น ๕ ที่กำลังจะขึ้นชั้นปรีคลินิกมาก เพราะจะได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นหมอและถือว่าเป็นปรมาจารย์ด้านนี้ อาจารย์สอนนักศึกษาได้ ๓ รุ่นคือรุ่น ๕-๗ ก็เกิดปัญหาอะไรไม่ทราบกับทางคณะวิทยาศาสตร์ อาจารย์ทั้ง ๒ ท่านเลยขอย้ายไปอยู่คณะแพทยศาสตร์ ไม่ได้สอนกายวิภาคศาสตร์อีกต่อไป ก็เป็นจังหวะที่ผมซึ่งตกจากรุ่น ๖ ไปเรียนกับรุ่น ๘ ขึ้นชั้นปรีคลินิกพอดี เลยไม่ได้เรียนกับอาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน
แต่ที่แย่คือภาควิชากายวิภาคศาสตร์ก็ไม่มีอาจารย์ที่มีประสบการณ์เหลือแต่อาจารย์จบใหม่ ๆ ๒-๓ ท่าน ทางคณะวิทยาศาสตร์จึงแก้ปัญหาด้วยการเชิญอาจารย์จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลไปสอน อาจารย์ที่ลงไปสอนแต่ละท่านประวัติน่าสนใจทั้งนั้น ส่วนใหญ่จะผ่านการเรียนเตรียมแพทย์แล้วผันตัวเองไปเรียนด้านกายวิภาคศาสตร์จนจบปริญญาเอก เพราะสมัยก่อนหน้านั้นอาจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ท่านมีแนวคิดว่าต้องเอาคนเก่งไปเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ท่านจึงชักชวนนักศึกษาเตรียมแพทย์ที่เก่ง ๆ หลายคนให้เปลี่ยนไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกาโดยอาจารย์เป็นผู้ติดต่อหาทุนให้จนจบปริญญาเอก ผมเคยถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่าทำไมถึงตัดสินเลิกเป็นหมอไปเรียนวิทยาศาสตร์ อาจารย์บอกว่าสมัยนั้นการไปเรียนเมืองนอกโก้เก๋มาก เด็กบ้านนอกไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ไปต่างประเทศหรือเปล่า พออาจารย์สตางค์มาชวนเลยตัดสินใจรับทุน
การเชิญอาจารย์จากมหิดลมาสอน มีอุปสรรคใหญ่หลวงคือเรื่องเวลา ปกติการเรียนกายวิภาคศาสตร์เราจะเรียนเป็นส่วน ๆ เช่นอวัยวะทรวงอก อวัยวะช่องท้อง แขนขา โดยแต่ละส่วนจะใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน เรียนทฤษฎีและปฏิบัติควบคู่กันจบส่วนก็สอบ แล้วเรียนส่วนใหม่จนกว่าจะครบทุกส่วนของร่างกาย เรียกว่าสอบกันทุกเดือน แต่อาจารย์พิเศษจะไม่มีเวลาอยู่กับเราทั้งเดือน จะใช้เวลาสอนบรรยาย ๑ สัปดาห์แล้วก็กลับ ส่วนการผ่าศพก็ให้ทำกันเองโดยมีอาจารย์ประจำภาควิชาคอยคุม การเรียนแบบนี้ไม่สนุกเลย เพราะจากที่บรรยายควบคู่ปฏิบัติ ๑ เดือน ต้องบรรยายให้จบใน ๑ สัปดาห์จึงต้องสอนตั้งแต่เช้าถึงค่ำทุกวัน ปลีกตัวไปทำกิจกรรมอื่นไม่ได้เลย พวกบ้าเทนนิสอย่างผมนี่อดเล่นเลย
การทำแล็บกรอสส์ก็มีปัญหาเพราะนักศึกษา ๖๐ กว่าคน อาจารย์ใหญ่ ๑ ร่างต่อนักศึกษา ๔ คน ก็มีประมาณ ๑๕-๑๖ โต๊ะ แต่มีอาจารย์คุมแต่ ๓ คน ดูแลได้ไม่ทั่วถึง พวกที่เป็นแนวหน้าขยันอยู่แล้วก็ทำไปถามไปอาจารย์ก็แทบจะไปยืนประจำที่โต๊ะนั้น ไอ้พวกขี้เกียจแบบผมเลยยิ่งหลุดวงโคจร ทำกันไปแบบตามมีตามเกิดบ่อย ๆ เข้าก็เลยขี้เกียจทำ
สรุปแล้วเมื่อผมมาเรียนชั้นปรีคลินิก เรียนวิชากายวิภาคศาสตร์มันไม่เห็นเหมือนกับที่อาจารย์วิจารณ์ท่านเขียนเล่าให้ฟังเลย ความฝันไม่เป็นจริง
ไอ้เจ้าความขัดแย้งถ้าเกิดกับคนบางคนก็อาจจะไม่มีอะไร แต่เกิดกับคนบางคนหรือบางกลุ่มนี่มีคนได้รับผลกระทบเยอะมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งของอาจารย์นี่มันส่งผลกระทบถึงลูกศิษย์อย่างใหญ่หลวง ยิ่งถ้าความขัดแย้งของหมอนี่ก็อาจส่งผลถึงชีวิตคนไข้
ความคิดเห็น