top of page

๒๑.คลินิก

  • รูปภาพนักเขียน: drpanthep
    drpanthep
  • 20 เม.ย. 2565
  • ยาว 1 นาที

ขอเล่าต่อจากตอนที่แล้วสักนิด

หลังจากจบชั้นปรีคลินิก เราก็จะเข้าสู่ช่วงที่ ๓ ของการเป็นนักเรียนแพทย์ คือชั้นคลินิกจะต้องผ่านการเรียน ๔ สาขาหลักคือ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ แล้วผ่านสาขาย่อยอื่น ๆ เช่นจักษุวิทยา ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ จิตเวชศาสตร์ ฯลฯ โดยหมุนเวียนไปทั้งปีสาขาหลักจะใช้เวลาเรียนมากกว่าสาขาย่อย แต่ละสาขาแต่ละแผนกที่เราไปผ่านจะเรียกว่า “กอง” ก่อนจะย้ายสาขาจะมีการสอบที่เราเรียกกันว่า “สอบลงกอง” บ่อยครั้งที่เป็นการสอบลงไปกองจริง ๆ เพราะทำข้อสอบไม่ได้เลย


การขึ้นชั้นคลินิกครั้งแรกของผมนั้นผ่านกองสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา อาจารย์ประจำกลุ่มผมคืออาจารย์สุรางค์ พันธุ์ฟุ้ง อาจารย์ดีเด่นของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ผู้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูดีเยี่ยม เริ่มแรกอาจารย์มาบรรยายสรุปให้เราฟังว่าเราจะต้องทำอะไร ไม่ทำอะไรในการมาผ่านกองสูติฯ สิ่งสำคัญคือการห้ามพูดมาก ห้ามส่งเสียงก่อนได้รับอนุญาต เพราะการตรวจทางสูติ-นรีเวชเป็นอะไรที่ค่อนข้างส่วนตัวมาก ๆ

เวลาออกตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกพวกเรานักเรียนแพทย์ ๕-๖ คนจะนั่งด้านหลังอาจารย์ เมื่อคนไข้เข้ามาเราต้องสลับกันทำหน้าที่ซักประวัติ ที่พิเศษของสูติ-นรีเวชคือต้องซักประวัติการมีประจำเดือนครั้งแรก ความสม่ำเสมอของรอบประจำเดือน ปริมาณของเลือดประจำเดือน วันที่ประจำเดือนมาล่าสุด ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ ประวัติการตั้งครรภ์ การแท้ง และการคลอดบุตร


เมื่อซักประวัติเสร็จจะเป็นขั้นตอนสำคัญคือการตรวจภายใน ก็คือการตรวจระบบอวัยวะสืบพันธ์ของผู้หญิง คนไข้ก็จะขึ้นเตียงตรวจภายในนอนปิดตา อาจารย์สุรางค์จะเริ่มตรวจด้วยการดูภายนอกถ้ามีอะไรผิดปกติก็จะชี้ให้นักเรียนแพทย์ดู ไม่มีการพูดทุกคนเงียบ จากนั้นก็ใส่ตัวถ่างช่องคลอดเพื่อดูภายในนักเรียนแพทย์ก็เข้ามาดูทีละคนจนครบอาจารย์ก็จะทำการเก็บสารคัดหลั่งในช่องคลอดเพื่อย้อมเชื้อ เก็บเซลล์ปากมดลูกเพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง จากนั้นก็เอาตัวถ่างออกใช้นิ้วสอดเข้าทางช่องคลอดเพื่อคลำมดลูกโดยใช้อีกมือกดที่หน้าท้องคนไข้ จากนั้นนักเรียนแพทย์ก็จะค่อย ๆ เข้าไปตรวจทีละคนด้วยความเงียบ อาจจะมีการส่งสัญญาณจากอาจารย์ว่ามีก้อน ตรวจเจอกันหรือเปล่าอะไรทำนองนั้น จนเสร็จสิ้นกระบวนความเราทุกคนกลับเข้านั่งประจำที่ คนไข้ก็กลับมานั่งหน้าอาจารย์ อาจารย์ก็จะอธิบายคนไข้ว่าหมอตรวจเจออะไร คิดว่าเป็นโรคอะไรจะรักษาอย่างไร พอจ่ายยาคนไข้แล้ว อาจารย์ก็จะมานั่งสรุปให้เราฟังอีกรอบก่อนจะตรวจคนไข้รายต่อไป


จะเห็นว่าการตรวจคนไข้ ๑ รายในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์นี่ใช้เวลามากเลยนะครับ เพราะภารกิจหลักของโรงเรียนแพทย์คือการเรียนการสอนไม่ใช่การบริการ คนที่ไปใช้บริการที่โรงเรียนแพทย์จึงต้องเข้าใจหลักการและทำใจนะครับว่าถ้าไปแล้วต้องรอคอยนาน หรือไปแล้วพบว่ามีคนมาซักคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก มีคนมาตรวจแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นธรรมดาของโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งนะครับ


สำหรับนักเรียนแพทย์ที่ขึ้นชั้นคลินิกใหม่ ๆ เรื่องที่ตื่นเต้นอีกเรื่องเห็นจะเป็นตอนทำหัตถการ หรือการเข้าห้องผ่าตัด ห้องคลอด

ผมเข้าห้องผ่าตัดครั้งแรกในชีวิตก็ตอนผ่านกองสูติฯกับอาจารย์สุรางค์นี่แหละ เริ่มจากการเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจะมีรุ่นพี่มาแนะนำว่าต้องทำอย่างไรบ้างเปลี่ยนชุดแล้วต้องสวมหมวก ปิดแมสก์แล้วพาเดินไปยังห้องผ่าตัดสูติฯ อาจารย์ก็จะเริ่มบอกข้อพึงปฏิบัติและไม่พึงปฏิบัติเมื่ออยู่ในห้องผ่าตัด เข้าไปนี่ทำตัวไม่ถูกเลย เพราะอาจารย์บอกว่าห้ามไปแตะต้องอะไรในห้องผ่าตัด ไอ้เราเด็กใหม่แม้แต่ฝาผนังยังไม่กล้าไปยืนชิดกลัวว่าจะเผลอไปโดนฝาผนัง เลยกลายเป็นยืนเกะกะอยู่กลางห้องซะยังงั้น


จากนั้นอาจารย์ก็สอนวิธีล้างมือเพื่อเข้าช่วยผ่าตัด รอบแรกล้างฟอกมือด้วยสบู่ยาตั้งแต่นิ้วมือฝ่ามือไล่ไปจนถึงศอก ต้องชูมือเหนือศอกตลอดเวลา แล้วจึงใช้แปรงขัดถูตั้งแต่นิ้วมือไล่ไปถึงข้อศอก ห้ามถูย้อนทาง แปรงที่ถูแขนหรือศอกแล้วห้ามย้อนไปขัดถูมือ ต้องใช้เวลาล้างมือขัดถูมือ ๕ นาที ก็ทำไปแหงนหน้าดูนาฬิกาไปว่าครบ ๕ นาทีแล้วยัง พอครบก็เดินผ่านประตูเข้าไปโดยห้ามมือกับแขนที่สะอาดไปสัมผัสอะไร เดินชูมือกับแขนไว้ตรงหน้า หันหลังใช้สะโพกเป็นตัวดันประตูให้เปิดแล้วเดินเข้าไปที่โต๊ะเสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูสำหรับเช็ดมือด้วยปลายนิ้วอย่าให้น้ำหยดลงบนโต๊ะ แล้วเช็ดไล่จากนิ้วมือลงไปถึงศอกให้แห้ง ห้ามเช็ดย้อนทาง จากนั้นหยิบเสื้อคลุมผ่าตัดขึ้นมาสวม แล้วสวมถุงมือยาง ตอนนี้ให้เอามือกุมไว้ที่หน้าอกห้ามเอาไปเกะกะคันก็ห้ามเกา รอจนอาจารย์ทายาฆ่าเชื้อและปูผ้าคลุมคนไข้เรียบร้อยแล้วเราต้องไปยืนชิดตัวคนไข้ที่คลุมด้วยผ้าสะอาดแล้ว จากนั้นวางมือลงบนตัวคนไข้ จนกว่าอาจารย์จะสั่งให้ทำอะไร ทำไมขั้นตอนมันยุ่งยากเสียเต็มประดาก็ไม่รู้


ผมเคยเล่าแล้วว่าการเรียนหมอสอนให้เราคิดอะไรอย่างเป็นระบบ ทำอะไรตามแบบแผนไม่กล้าผิดขั้นตอน จนเราคิดนอกกรอบไม่เป็น บางครั้งทำให้ความคิดเราไม่โลดแล่น แก้ปัญหาอย่างอย่างไม่ได้ เพราะมัวแต่ติดกับเรื่องขั้นตอน

แต่บางเรื่องการทำตามขั้นตอนนับว่าจำเป็น ผิดขั้นตอนหมายถึงชีวิตคนไข้ อย่างเช่นการล้างมือเพื่อเข้าผ่าตัด ถ้าเราทำข้ามขั้นตอน ทำผิดขั้นตอนนั่นหมายถึงโอกาสติดเชื้อจากการที่เราทำแปดเปื้อน(contamination) ครูบาอาจารย์ถึงย้ำนักย้ำหนาว่าต้องทำตามที่ครูสอน




โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
๙๓.ก่อนจะมีการร่วมจ่าย

วันก่อนนั่งเลคเชอร์นอกห้องเรียนให้น้อง ๆ ระดับ Ph.D. ที่เข้ามาทำงานในองค์กรผิดยุค เพราะขาดพี่เลี้ยง เก่งมาจากไหนก็ตามทำงานโดยไม่มีคนตั้งโ...

 
 
 
๙๒. วิกฤติบัตรทองใน กทม. พ.ศ.๒๕๖๓

วิกฤติบัตรทอง กทม. ช่วงนี้คงจะเห็นข่าวความวุ่นวายที่เกิดกับประชาชน กทม.ที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง...

 
 
 
๙๑.ก่อนจะเป็น CA anywhere

วันนี้มีคนแอบกระซิบถามผมว่าอาจารย์รู้จักกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนนี้ใช่ไหม ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าใช่ผมรู้จักหมอหนู อนุทิน...

 
 
 

ความคิดเห็น


เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อรวบรวมรายชื่อทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง(ตันเตียงสิ่น)ทุกสายสกุล และมีเรื่องราวต่าง ๆ ของตระกูลและท้องถิ่น รวมถึงนานาสรรพสาระต่าง ๆ

bottom of page