๒๔.ผบก.
- drpanthep
- 21 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
เมื่อหมอผ่าตัดคนหนึ่งถูกชักจูงให้หัดคิดนอกกรอบ คิดอะไรแบบที่ไม่ใช่หมอคิดจากการไปอบรมหลักสูตรศิลปะการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แล้วเกิดปิ๊งขึ้นมาว่าเราถูกสอนให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ แต่เราไม่กล้าคิดนอกกรอบไอ้ระบบของเรามันเลยเป็นอะไรแคบ ๆ จนเมื่อวันหนึ่งได้ไปรับรู้ศาสตร์แห่งการตรวจสอบเพื่อจับผิดระบบบัญชี มันเหมือนกับมีใครสักคนบังเอิญมาจุดไม้ขีดใกล้ ๆ เชื้อเพลิงที่รอการประทุเป็นเปลวไฟ
ผมกลับจากการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้ตรวจสอบภายในสู่ความเป็นองค์กรที่โปร่งใสก็ไปเห็นประกาศรับสมัครเข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสาธารณสุขระดับกลางเฉพาะตำแหน่ง รุ่นที่ ๑ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรพิเศษเพราะปกติกระทรวงสาธารณสุขจะมีหลักสูตรผู้บริหารสาธารณสุขระดับต้น(ผบต.) ระดับกลาง(ผบก.) ระดับสูง(นบส.) แต่คราวนี้เขากำหนดหลักสูตรใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับตำแหน่งของผู้เข้าอบรม สอดคล้องกับสายงานคือสายสาธารณสุขกับสายโรงพยาบาล โดยมีทั้ง ผบต. และ ผบก. ผมเลยขออนุญาตสมัครเข้าอบรม ผบก. หลังจากยื่นใบสมัครไปไม่นานก็มีหนังสือเชิญไปประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านคลองตัน มีเข้าประชุมหลายร้อยคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้สมัครเข้าอบรมหลักสูตรทั้งหมด
มีการชี้แจงโครงสร้างหลักสูตรว่าหลักสูตรใหม่นี้จะเน้นการเรียนด้วยตนเองแบบ มสธ. ผู้เข้าอบรมจะต้องไปอบรมยังสถาบันฝึกอบรมครั้งละ ๑ สัปดาห์ แล้วกลับไปปฏิบัติงานตามปกติพร้อมกับอ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำรายงาน หลังจากนั้น ๑ เดือนก็กลับไปเข้าโรงเรียนอีก ๑ สัปดาห์ ครบแล้วกลับไปปฏิบัติงานตามปกติอีก ๑ เดือน ก็กลับไปอีก ๑ สัปดาห์ เรียกว่าทำซ้ำแบบเดิม ๓ รอบ หลังจากนั้นจะมีการเข้าอบรมรวบยอดครั้งสุดท้ายก่อนสอบ
ที่ตลกคือวันนั้นเหมือนกับการโฆษณาหลักสูตรของโรงเรียนกวดวิชาเลย แทนที่จะประกาศก่อนว่าใครคือผู้ได้รับการคัดเลือกก็เรียกเฉพาะกลุ่มนี้ไป แต่นี่เรียกผู้สมัครทั้งหมด ผมสมัครหลักสูตร ผบก.เฉพาะตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ปรากฏว่าหลังจากโฆษณาหลักสูตรเสร็จก็มีการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรม ผมไม่ได้รับเลือกด้วยสาเหตุเป็นหัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินและนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลทั่วไป แต่ดันมีอายุราชการแค่ ๑ ปี ต้องให้พวกแก่พรรษาอายุราชการมาก ๆ ก่อน ผมกำลังจะพกความผิดหวังกลับบ้าน เขาก็ประกาศว่าหลักสูตรที่ผมสมัครผู้ที่ได้รับเลือกไม่มาประชุมวันนี้ ๖ คนถือว่าสละสิทธิ เขาเลยให้พวกที่ไม่ได้รับคัดเลือกจับสลาก ผมเป็นคนไม่เคยมีโชคเรื่องจับสลากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่คราวนี้ผมดันจับได้ เลยได้เป็น ๑ ในผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรม
การไปอบรมรอบแรกผมต้องไปอบรมที่วิทยาลัยพยาบาลเขลางค์นคร ลำปาง ในกลุ่มมีคละกันทั้ง ผบก.และผบต.ทุกสายงาน มีอาจารย์มาสอนพื้นฐานการบริหารทำให้รู้จัก SWOT analysis รู้จัก 7s ของ McKinsey และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ไม่เคยรู้จัก แต่ที่แย่คือไอ้ที่โฆษณาว่าจะมีแหล่งความรู้ให้เราค้นคว้าทางเว็บไซต์ของหลักสูตรมันไม่มีจริงเพราะทางผู้รับผิดชอบหลักสูตรไม่พร้อม พวกเราเลยประท้วงกันซึ่งผมไม่รู้เรื่องกับเขาหรอกนะ แต่พออาจารย์ผู้ควบคุมมาพบ ผมกลายเป็นคนที่ feedback หนักกว่าเพื่อน โดยชี้จุดดีจุดเด่นของการอบรม จับจุดด้อยออกมาขอให้มีการแก้ไข ผมเลยถูกอุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้ากลุ่มเพราะเป็นพวกหมูไม่กลัวน้ำร้อนกล้าพูดแสดงความคิดเห็น ฮิ ๆๆ
การไปอบรมอีก ๒ รอบผมถูกส่งไปที่วิทยาลัยพยาบาลยะลาทั้ง ๒ ครั้ง เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยจระเข้ลงน้ำเลย เพราะผมได้กลับไปใกล้บ้านหลังจากลี้ภัยไปหลายปี ที่นี่เหมือนถิ่นผมเพราะพี่ชายแฟนผมมีภรรยาเป็นพยาบาลศูนย์โรคปอดบ้านพักอยู่ติดกับหอพักพวกผม แกมีสวนอยู่ที่นาทวี สงขลา ผมเลยมีทุเรียนมาเลี้ยงเพื่อนร่วมรุ่นแทบทุกวัน เวลามีงานสังสรรค์ผมก็ให้พี่ชายลูกพี่ลูกน้องคู่ซี้ผมขนผลไม้ลงมาจากสวนที่เหมืองเป็นเข่ง ๆ มาเลี้ยง
การอบรมที่ยะลาทั้ง ๒ รอบด้วยความเป็นหมอจึงถูกมอบหมายจากกลุ่มให้เป็นคนทำรายงานวิชาการ ช่วงที่เรานั่งทำรายงานบรรดาพี่ ๆ พยาบาลก็ร้องคาราโอเกะ ลีลาศกันใหญ่ ส่วนบรรดาท่านผู้อาวุโสฝ่ายชายสาธารณสุขอำเภอทั้งหลายนั่นก็ตั้งวงก๊ง ผมไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ ผมเลยไปยืนหัดร้องคาราโอเกะกับเขาด้วย จากคนที่ร้องเพลงไม่เป็นเลยกลายเป็นร้องคาราโอเกะได้อย่างช่ำชอง
นอกจากวิชาการที่ได้จากการอบรม และการฝึกร้องคาราโอเกะยามค่ำคืน สิ่งที่ผมได้อีกอย่างคือการกล้าพูดหน้าคนหมู่มาก ปกติผมเป็นคนขี้อายไม่กล้าออกไปพูดอะไรหน้าห้อง ตอนเป็นอาจารย์สอนเลคเชอร์ได้เพราะคนฟังเด็กกว่าเราและรู้ไม่เท่าเรา แต่งานอื่น ๆ นี่ผมไม่กล้าออกไปยืนพูดเลย แต่มาอบรมนี่มีการฝึกพูดรูปแบบต่าง ๆ จนวันที่แต่ละคนต้องนำเสนอเพื่อที่อาจารย์จะให้คะแนน ผมได้โจทย์ว่าเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลามีผู้เข้าอบรมอีกคนเป็นรองผู้อำนวยการได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบตง ผมจะต้องกล่าวอะไรในงานเลี้ยงส่ง ไม่รู้ว่าวันนั้นอะไรมาเข้าสิงผมพูดแบบไม่เคอะเขินบรรยายความดีงาม แล้วอวยพรให้ประสบความสำเร็จ ปรากฏว่ามีพี่พยาบาลใกล้เกษียณจากภาคเหนือแกนั่งสะอื้นซับน้ำตา แกบอกว่าหมอพูดได้กินใจมากผมยังงงไม่หาย แต่ผมคิดเอาเองในใจว่าแกคงคิดว่าเวลาแกเกษียณจะมีใครพูดอะไรถึงแกแบบนี้บ้างหรือเปล่า
แต่การไปอบรมที่ยะลารอบหลังนี่มีเรื่องที่ทำให้ผมสะเทือนใจมาก เพราะผมได้รับหนังสือราชการให้ไปอบรมที่ยะลา วันที่ต้องเดินทางผมติดเวรศัลยกรรมผมขอแลกกับหมออีก ๒ คนไม่มีใครยอมแลก ผมถือว่าการไปอบรมผู้บริหารไปตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข ผมทำบันทึกถึงผู้อำนวยการและหัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรมว่าต้องไปราชการตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเวรที่ติดอยู่ ๑ วันให้เป็นความรับผิดชอบของหัวหน้ากลุ่มงานฯแล้วผมก็ไปเลย ที่สะเทือนใจคือคืนนั้นผมอยู่ยะลาแล้วผมโดนตามว่ามีคนไข้รับใหม่
การไปอบรมหลักสูตร ผบก. และเหตุการณ์เรื่องแลกเวรไม่ได้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผมอีกครั้งหนึ่ง
ความคิดเห็น