๒๖.แกะดำ
- drpanthep
- 21 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
เมื่อหมอผ่าตัดตกกระไดพลอยโจนไปทำงานบริหารมากขึ้น ถลำลึกลงไปเรื่อย ชีวิตก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากมีหัวโขนหลายหัวจนหัวจริงแทบจะไม่โผล่ออกมาหน้าจอ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการหัวหน้าศูนย์บริหารหนี้สินทำหน้าที่จัดการหนี้สินทั้งที่เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ หัวหน้ากลุ่มภารกิจพัฒนาและสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ(พรส.) รับผิดชอบงานแผนยุทธศาสตร์ แผนงบประมาณ พัฒนาบุคลากร งานประชุม งานเวชสถิติ เวชนิทัศน์ หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินและนิติเวชวิทยาคุมการบริการที่ห้องฉุกเฉิน
พรส.เป็นกลุ่มภารกิจใหม่ตามการปรับโครงสร้างโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป เดิมใช้ชื่อว่ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ(พคบว.) สมัยก่อนเส้นทางของคนที่นั่งหัวหน้า พคบว.คือเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และผู้อำนวยการ แต่ของผมไม่ใช่ เพราะผมสร้างวีรกรรมวีรเวรไว้เยอะจนโดนสกัดทุกเส้นทาง
จากการที่มีตำแหน่งบริหารหลายหัวโขน แต่ยังต้องให้บริการเหมือนเดิมต้องออกตรวจผู้ป่วยนอก ต้องรับผิดชอบห้องฉุกเฉิน งานบริหารก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบการจัดสรรงบประมาณเป็นตามรายหัวโดนเรียกประชุมจากกระทรวงบ่อยมาก ไปแต่ละทียุ่งยากในการและเวรออกตรวจ เวรห้องฉุกเฉิน ผมเลยเริ่มเกเรเรียกร้องขอความเป็นธรรม เพราะการที่มีหลายตำแหน่งไม่มีอะไรเหนือกว่าหมอคนอื่น ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ไม่มีเบี้ยขยันเบี้ยประชุม จึงขอให้มีการอำนวยความสะดวกในการที่ผมต้องไปประชุม ผู้อำนวยการจึงออกแนวทางว่าถ้ามีการเชิญไปประชุมโดยระบุตัว ระบุตำแหน่งผม หรือผู้อำนวยการสั่งให้ไป ให้ผมไปได้เลยไม่ต้องแลกเวรออกตรวจ บรรดาสมาชิกองค์กรแพทย์เลยไม่พอใจหาว่าผมมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ผมกลายเป็นหมาดำในหมู่แกะขาวไปทันที
วันหนึ่งรองผู้อำนวยการได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอื่น ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ว่างลงองค์กรแพทย์ก็ดำเนินการเจรจากับผู้อำนวยการทันทีขอให้แต่งตั้งหมอผู้หญิงที่อาวุโสที่สุดในโรงพยาบาลขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำงานบริหาร ผู้อำนวยการไม่อยากให้มีปัญหาก็ตั้งตามข้อเสนอ แต่ภารกิจสำคัญของรองผู้อำนวยการถูกโยนมาให้ผมช่วยรับผิดชอบแทน
ช่วงที่เริ่มเป็นหมาดำในหมู่แกะขาวรังสีอำมหิตเริ่มก่อในใจผมจนคิดว่าถ้าผมยังอยู่ที่นี่ต่อไปผมคงหนีไม่พ้นคดีอาญาเหมือนที่เคยโดนมาในอดีต ช่วงนั้นญาติผู้พี่ผมคือพี่วัฒนา วัฒนายากรเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา ผมติดต่อพี่วัฒนาว่าจะขอย้ายกลับไปเป็นหมอโรงพยาบาลยะลาได้คำตอบว่าไม่มีปัญหา เหลือเรื่องลูกตอนนั้นลูกชายเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม ผมจึงติดต่อขอย้ายลูกไปเรียนที่โรงเรียนเก่าผมคือสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี แต่ได้รับการปฏิเสธด้วยสาเหตุที่ฟังแล้วปรอทพุ่งปรี๊ดคือสาธิตศิลปากรโดนแบนเพราะไม่ยอมส่งนักกีฬาไปแข่งกีฬาสาธิตสามัคคีที่สาธิตปัตตานีเป็นเจ้าภาพ ผมเลยร้องเพลง Damn it all สาบส่งไปเลยกับแนวคิดของผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่เป็นอันดับ ๑ ของปัตตานีในขณะนั้น เมื่อติดปัญหาเรื่องที่เรียนลูกผมก็ต้องยอมทนทำงานที่เดิมอย่างไม่มีความสุขไม่ได้ย้าย
ช่วงนั้นมีผู้ใหญ่ใจดีที่เมตตาผมมากคือพี่เผด็จ บรรจงจิตร์ อดีตเจ้านายผมที่ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์พี่ใหญ่ของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในราชบุรี ชวนผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไปอีก ๓ แห่งจับเข่าคุยกัน ๔ คน แล้วเสนอตัวผมไปเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมหรือรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดราชบุรีแทนท่านเดิมที่ย้ายไปเพื่อจะได้เป็นคนที่รู้เรื่องปัญหาของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปในเวทีของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากโรงพยาบาลชุมชน ช่วงนั้นลังเลเพราะผมไม่คุ้นเคยงานฝั่งสาธารณสุขเนื่องจากโตมาจากฝั่งโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลทั่วไป จึงปรึกษาญาติผู้ใหญ่ ๒ ท่านที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขคืออาธัชชัย มุ่งการดี และอาเฉลิมชัย ชูเมือง ทั้ง ๒ ท่านให้แง่คิดว่าการไปนั่งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นงานที่ต้องบริหารคนสายงานที่ผมไม่คุ้นเคยเลยคือบรรดาสาธารณสุขอำเภอ นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าหน้าที่อนามัย ผมอาจจะมีปัญหาได้ ให้ผมรอโตในสายงานโรงพยาบาลดีกว่า ผมก็เลยปฏิเสธการโอนย้ายไปอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมได้รับการฝากฝังไว้กับท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ตอนที่ปลัดกระทรวงท่านนั้นมีปัญหากับนักการเมืองและลาออกจากราชการ ผมซึ่งเป็นคนที่ไม่มีตำแหน่งใหญ่โตต้องรับหน้าที่แทนพี่ ๆ ในการจัดเลี้ยงส่งแบบฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยของบรรดาพี่ ๆ ปลัดกระทรวงท่านเห็นหน้าผมท่านเอ่ยปากเลยว่าเสียใจที่ยังไม่ได้ช่วยสนับสนุนผม
ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตหมอผ่าตัดคนหนึ่งที่ดวงชะตาเล่นตลก ต้องเจออะไรหลากหลายรูปแบบมาก ยังนึกไม่ออกว่าตอนนั้นถ้าโอนย้ายข้ามฟากไปตอนนี้จะเป็นอย่างไร
ความคิดเห็น