๒๘.AVF
- drpanthep
- 21 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
เครียดมาหลายตอน เปลี่ยนอารมณ์กันก่อน
หลังจากที่หมอผ่าตัดทรวงอกคนหนึ่งต้องผันตัวเองจากการเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ไปเป็นหมอผ่าตัดทั่วไปในโรงพยาบาลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของรัฐบาล เหมือนนาฬิกาชีวิตจะหมุนย้อนกลับ จากที่เคยเป็นอาจารย์มีคนทำอะไรให้ก่อนไม่ว่าจะเป็นนักเรียนแพทย์ แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ไม่ต้องอดหลับอดนอนเป็นแพทย์เวรห้องฉุกเฉิน หรือแพทย์เวรศัลยศาสตร์คนที่ ๑ ได้นอนคอยรับโทรศัพท์เมื่อมีการปรึกษาเท่านั้น แต่พอมาอยู่โรงพยาบาลรัฐบาลต้องกลับมาเป็นแพทย์เวรห้องฉุกเฉินเวรละ ๘ ชั่วโมง เจอคนไข้ไม่ฉุกเฉินรอตรวจเวรละหลายสิบคน ต้องอยู่เวรศัลยกรรมคนเดียวทำทุกอย่างตั้งแต่รับคนไข้ใหม่ รับปรึกษาต่างแผนก เตรียมคนไข้เพื่อผ่าตัด ผ่าตัดเสร็จก็ต้องเฝ้าดูอาการด้วยตนเอง
ผมใช้คำว่าศัลยศาสตร์กับศัลยกรรมเหมือนมั่ว ๆ ยังไง แต่ถ้าสังเกตให้ดีผมจะใช้คำว่าศัลยศาสตร์กับโรงเรียนแพทย์ ศัลยกรรมใช้กับโรงพยาบาลทั่วไป เพราะศัลยศาสตร์มันบ่งถึงการเรียนการสอนเกี่ยวกับการผ่าตัด ส่วนศัลยกรรมเป็นการบ่งบอกถึงกิจกรรมผ่าตัด
การเปลี่ยนตัวเองจากหมอผ่าตัดทรวงอกเป็นหมอผ่าตัดทั่วไปสิ่งสำคัญที่สุดคือองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จึงต้องหวนกลับมานั่งอ่านหนังสือตำราเกี่ยวกับโรคที่พบบ่อยทางศัลยกรรม ที่สำคัญต้องหาคู่มือการผ่าตัดสารพัดอวัยวะมาดูให้จำติดตาเพื่อไม่ให้ผิดพลาดเวลาต้องผ่าตัดจริงยกเว้นการผ่าตัดทรวงอกที่จำแม่นไม่ต้องกลับมาอ่านทบทวน
แต่การอ่านด้วยตนเองก็มีจุดอ่อน เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะหันไปถามใคร สมัยนั้นบ้านนอกก็ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ค้นคว้าหาข้อมูล
ตัวช่วยคือพยายามขวนขวายหาการอบรมระยะสั้นเพื่อไปเข้ารับความรู้ใหม่ ๆ หรือทบทวนความรู้เก่า ๆ หรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวขอไปดูการผ่าตัดบางอย่างกับเพื่อนฝูงหรือหมอผ่าตัดรุ่นพี่ ๆ ที่ กทม.
การอบรมระยะสั้นผมมักจะไปร่วมการอบรมที่จัดโดยราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย เพราะจะได้รับฟังครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องได้ความรู้กลับไปใช้ในชีวิตการทำงานมากมายเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้อำนวยการอยากให้ผมเป็นคนทำผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดให้คนไข้ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเพื่อใช้ในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เรียกว่าการทำผ่าตัด arteriovenous fistula หรือ AVF การผ่าตัดมันก็ไม่มีอะไรมากแค่การเอาเส้นเลือดแดงที่ข้อมือไปต่อกับเส้นเลือดดำ ฟังดูเหมือนง่ายแต่เส้นเลือดพวกนี้มันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ ๓-๔ มิลลิเมตรเท่านั้นเอง ต้องใช้ฝีมือในการเลาะเส้นเลือด ต้องใช้ความประณีตในการเย็บต่อ เนื่องจากศิริราชมีการส่งนักเรียนแพทย์ปี ๖ หรือเอ็กซเทิร์น(Extern) ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง ผู้อำนวยการเลยติดต่อไปทางศิริราชเพื่อให้ผมไปฝึกหัดทำผ่าตัดต่อเส้นเลือดที่ข้อมือดังกล่าว แต่ไม่รู้การสื่อสารผิดพลาดหรืออะไรก็ไม่ทราบ เมื่อผมไปอาจารย์ประจำสาขาศัลยศาสตร์หลอดเลือดคิดว่าผมจะไปเป็นแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์หลอดเลือด พอผมตอบไปว่าผมแค่จะมาขอฝึกฝนทำผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดเพื่อการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อาจารย์ท่านบอกว่าไม่ใช่ผ่าตัดง่าย ๆ ต้องค่อย ๆ เรียนรู้อย่างน้อยต้องใช้เวลา ๑ ปีจึงจะทำได้ ผมรีบกลับบ้านเลย กลัวต้องอยู่ต่อที่ศิริราชอีก ๑ ปี
ผมเลยหันไปขอความช่วยเหลือจากราชวิถี เพราะที่ราชวิถีการผ่าตัดนี้ทำโดยพี่สุปรีชา ธนะมัย ศัลยแพทย์ทรวงอกรุ่นพี่ซึ่งผมคุ้นเคยอยู่แล้ว ผมไปฝึกปรือฝีมือทุกวันพุธแค่ ๔ ครั้ง พี่แกก็บอกว่าคุณไม่ต้องมาให้เสียเวลาแล้ว กลับไปทำได้เลย ถ้าทำแล้วมีปัญหาค่อยส่งมาให้ผมแก้ไขให้
หลังจากนั้นผมก็ทำผ่าตัดของผมคนเดียว มีคนไข้ให้ผ่าทุกสัปดาห์ไม่ได้นับว่าผ่าไปกี่รายแล้ว เพราะที่โรงพยาบาลบ้านโป่งมีคนไข้ไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเยอะมาก และในขณะนั้นยังไม่มีการล้างไตด้วยตนเองผ่านทางช่องท้องเหมือนทุกวันนี้
วันนั้นถ้าผมสมัครเรียนต่อด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือดที่ศิริราช ชีวิตผมในวันนี้อาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ ป่านนี้คงยืนผ่าตัดขาแข็งครั้งละหลายชั่วโมง
ความคิดเห็น