๔๐.สอบสัมภาษณ์
- drpanthep
- 22 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ผมว่างเว้นจากการเขียนดราม่าไปนานเพราะอารมณ์เตลิดคิดอะไรบรรเจิดไม่ออก วันนี้นั่งดูเรื่องของผมกับหมอ ที่เขียนไว้พบว่าผมตกไป ๑ เรื่อง คือตอนที่สอบสัมภาษณ์เข้าเป็นนักเรียนแพทย์ที่ตื่นเต้นมาก
ผมยังจำได้ไม่ลืมประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๑ ผมสอบเอนทรานซ์โควตาภาคใต้ติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ติดได้ยังไงก็ไม่รู้ ยังงง ๆ จนทุกวันนี้) ครั้นถึงวันไปสอบสัมภาษณ์สถานที่สัมภาษณ์คือสำนักงานชั่วคราวคณะแพทย์ ที่ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ กระบวนการในวันสอบสัมภาษณ์มีหลายอย่าง นอกจากการสอบสัมภาษณ์ยังมีการตรวจโรค ตรวจสุขภาพจิต ตรวจโรคนี้ต้องเจาะเลือดและเอกซเรย์ทรวงอกเขามีรถพาพวกเราเป็นกลุ่ม ๆ ไปตรวจที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพราะโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ยังเป็นเสาเข็มล้อมรั้วสังกะสีอยู่ ส่วนการตรวจสุขภาพจิตเขามีแบบสอบถามให้ตอบโดยบอกว่าเมื่ออ่านโจทย์จบคิดถึงอะไรเป็นอย่างแรกให้เขียนตอบเลย ผมจำได้แม่นข้อเดียวว่า สิ่งที่กลัว....ผมตอบไปว่า ผี แล้วให้เราไปคุยกับอาจารย์ที่เป็นจิตแพทย์ที่ผมทราบชื่อภายหลังว่าท่านคืออาจารย์กวี สุวรรณกิจ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์
ส่วนการสอบสัมภาษณ์มีกรรมการสอบ ๓ ท่าน เป็นชาย ๑ ท่าน หญิง ๒ ท่าน ก่อนเข้าห้องสอบก็เครียดพอสมควร เพราะไม่รู้จะเจออะไรบ้าง เป็นการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกในชีวิตเด็กบ้านนอก เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยสอบสัมภาษณ์ที่ไหนมาก่อนเลย
เมื่อเข้าไปในห้องอาจารย์ผู้ชายค่อนข้างจะมีท่าทางดุ ส่วนอาจารย์ผู้หญิง ๒ ท่านดูใจดี แนะนำตัวกับกรรมการว่าชื่อนามสกุลอะไร มาจากโรงเรียนอะไร อาจารย์ผู้หญิงท่านแรกคืออาจารย์อมรา พานิช หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยาก็พูดยิ้ม ๆ ว่า “คนนี้เองที่พี่ใหญ่ฝากมา” ผมได้แต่ยิ้ม ๆ พี่ใหญ่ที่อาจารย์อมราพูดถึงคือพี่พวงศล รัตนไพศาล ญาติผู้พี่ผมที่เป็นอาจารย์ภาควิชาจักษุวิทยา อาจารย์อมราถามคำถามที่ผมคาดไม่ถึงคือถามว่า “เป็นอะไรกับคุณมงคล วัฒนายากร” ช่วงนั้นข่าวลุงมงคลโดนยิงคาธนาคารนครหลวง สาขาเบตงกำลังดัง ผมเลยร่ายลำดับญาติให้อาจารย์อมราฟัง พอจบคำถามอาจารย์อมราแล้วอาจารย์ผู้ชายท่าทางดุ ๆ คืออาจารย์จำนง สุภัทราวิวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยาก็ถามผมด้วยคำถามที่เกินความคาดหมายอีกว่า “แล้วเป็นอะไรกับนงลักษณ์” พี่นงเป็นลูกผู้พี่ของผมที่เรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรุ่นใกล้เคียงกับอาจารย์จำนง ผมรู้สึกใจชื้นกรรมการ ๒ ใน ๓ แล้วที่รู้จักเครือญาติผม รู้ว่าผมเป็นใคร สุดท้ายกรรมการท่านที่ ๓ คืออาจารย์นพรัตน์ เปรมัษเฐียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ถึงถามว่า “ทำไมถึงอยากเป็นหมอ” ผมก็ตอบตามสูตรว่าอยากช่วยคนที่เดือดร้อน อาจารย์ไล่ต้อนต่อว่า “ถ้าเป็นหมอแล้วมีคนไข้มาหา คนไข้บอกว่าจนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา จะทำอย่างไร” ผมก็ตอบไปว่าผมไม่เก็บเงิน อาจารย์ถามต่อว่า “รู้ได้อย่างไรว่าเขาจนจริง” ผมตอบว่าคงไม่รู้ แต่ถ้าเขากล้าบอกผมก็กล้าที่จะไม่เก็บเงิน เป็นอันจบสิ้นกระบวนความของการสอบสัมภาษณ์เข้าเป็นนักเรียนแพทย์ของเด็กบ้านนอก
ความคิดเห็น