๙.งานวิจัย
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
ปัจจุบันเรามองกันว่าคนที่เป็นหมอต้องมีผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ ถ้าเป็นหมอในโรงเรียนแพทย์ก็เพื่อที่จะนำผลงานเหล่านั้นไปประกอบการขอตำแหน่งวิชาการเป็น ผศ., รศ., ศ. อะไรนั่น ถ้าเป็นหมอในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขก็เอาไว้ประกอบการขอขึ้นระดับ ซี ส่วนหมอในภาคเอกชนก็เพื่อให้มีชื่อเสียงว่ามีผลการวิจัยมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกเพื่อเพิ่มค่าตัว
ผมมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมประชุมวิชาการสมาคมแพทย์ทหารเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ผมน่าจะเป็นหมอที่ไม่ใช่ทหารคนเดียวในวันนั้น แต่ท่านเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ พล.อ.ท.นพ.กัมปนาท วีรกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมแพทย์ทหารด้วยท่านชวนไปในฐานะที่ผมเป็นน้องเลิฟทำอะไรร่วมกันกับท่านมาหลายอย่างทั้งเรื่องงานและไปเล่นกอล์ฟด้วยกัน ในวันนั้นมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การแพทย์ไทยในทศวรรษหน้า” โดย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา มีอยู่ตอนหนึ่งอาจารย์จรัสบอกว่าประเทศไทยมีการวิจัยทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุขมาก แต่การวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์มากกว่าการวิจัยเพื่อความจำเป็น ขาดความเป็น Essential National Health Research(ENHR) การนำผลวิจัยมาใช้จริงจึงเป็นการนำผลการวิจัยของต่างประเทศมาใช้โดยไม่ดูบริบทของประเทศว่าต่างกัน นอกจากนี้นิสัยของคนไทยขาดวิถีชีวิตวิจัย คือเราเชื่อมากกว่าสงสัย เราจึงฟังคนอื่นตลอด ทำให้เราขาดนวัตกรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ถูกใจผมมากเลย
เพราะไอ้เจ้างานวิจัยนี่เป็นยาดำ ยาขมสำหรับผมเลย ตั้งแต่ผมเป็นอาจารย์ผมเห็นรุ่นอาจารย์ผม หรือรุ่นพี่ผมบางคนมีตำแหน่งวิชาการเพราะเขียนเก่ง มีผลงานวิจัย มีรายงานผู้ป่วยสารพัดตีพิมพ์ในวารสารทั้งในและต่างประเทศ แต่เป็นที่รู้กันว่าผ่าตัดไม่ได้เรื่อง ผ่าทีไรมีเรื่องทุกที ประกอบกับความขี้เกียจของผมช่วงที่เป็นอาจารย์ผมเลยไม่เคยตีพิมพ์ผลงานวิชาการ ทั้ง ๆ ที่เจอผู้ป่วยแปลก ๆ ที่น่าจะนำไปเขียนรายงานลงวารสารการแพทย์ได้
จนกระทั่งกลับมารับราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขผมก็เป็นข้าราชการ ซี ๗ อยู่หลายปี ไม่สนใจจะทำผลงานวิชาการเพื่อใช้ในการเลื่อนระดับเป็น ซี ๘ มาวันหนึ่งผู้อำนวยการบอกว่าจะให้ผมสมัครไปเรียนนักบริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขเขาดันเปลี่ยนคุณสมบัติว่าผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการ ซี ๘ ขึ้นไป ผมเลยหมดสิทธิสมัคร ผู้อำนวยการเลยบังคับให้ผมหาผลงานทางวิชาการ หรือรายงานผู้ป่วยไปลงตีพิมพ์ในวารสารเพื่อใช้ขอเลื่อนระดับเป็น ซี ๘ ผมเลยจำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการทำเอกสารวิชาการ
ผมเลยต้องไปหาคนไข้แปลก ๆ มาเขียนรายงานตีพิมพ์ คนไข้รายนี้เป็นผู้หญิงอายุ ๕๒ ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายต้องรับการรักษาฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จึงมีการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดแดงกับเส้นเลือดดำที่ข้อมือซ้ายเพื่อใช้ในการฟอกเลือด แล้วเกิดปัญหาเรื่องเส้นเลือดที่ผ่าตัดต่อมีการอุดตันหลังใช้งานได้สักพัก ต้องผ่าตัดเส้นเลือดใหม่อีกหลายครั้งแต่ก็มีปัญหาอุดตัน จนครั้งหลังสุดหมอโรคไตได้แทงเส้นเลือด subclavian ที่ใต้กระดูกไหปลาร้าขวาเพื่อใส่สายเข้าไปในเส้นเลือดดำใหญ่สำหรับฟอกเลือด ปรากฏว่าไม่สามารถดึงสายลวดที่เป็นแกนนำทางสำหรับใส่ท่อออกได้ จึงปรึกษาผมไปช่วย ก็ได้ลองทุกวิธีที่มีคนเขียนไว้ในตำราแต่ก็ดึงไม่ออก สาเหตุที่ดึงไม่ออกเพราะผู้ป่วยรายนี้ทุกครั้งที่มีปัญหาของเส้นเลือดที่ผ่าตัด หมอโรคไตต้องแทงเส้นเข้าเส้นเลือด subclavian นี้เพื่อฟอกไต เมื่อผ่านการแทงเส้นเลือดที่ตำแหน่งนี้ซ้ำหลายครั้งจึงเกิดพังผืดรอบ ๆ บริเวณเส้นเลือดรัดเส้นเลือดแน่น
ผมต้องนำผู้ป่วยรายนี้ไปผ่าตัดเข้าทรวงอกด้านขวา คลำเจอปมลวดขดอยู่ในเส้นเลือด superior vena cava ซึ่งเป็นเส้นเลือดดำใหญ่ที่ต่อกับหัวใจ จึงทำการผ่าตัดเปิดเส้นเลือด superior vena cava ดึงลวดที่คาอยู่ออกมา หลังผ่าตัดผู้ป่วยปลอดภัยดี
ผมใช้เวลาค้นหาเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ แล้วเขียนรายงานผู้ป่วยรายนี้อยู่ประมาณ ๑ สัปดาห์ก็เขียนเสร็จ ส่งไปตีพิมพ์ในวารสารแพทย์เขต ๔ หลังจากนั้นก็นำบทความนี้ไปประกอบการเลื่อนระดับเป็น ซี ๘ แต่หลังจากได้ ซี ๘ ประมาณ ๒ ปีผมก็ลาออกจากราชการ
ปัจจุบันผมก็ยังติดตามอ่านบทความทางวิชาการของบ้านเรา และมีความเห็นด้วยกับอาจารย์จรัสที่กล่าวไว้ว่า “การวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์มากกว่าการวิจัยเพื่อความจำเป็น ขาดความเป็น Essential National Health Research(ENHR)”
โชคดีที่ตอนนี้ผมอยู่นอกราชการและหน่วยงานผมไม่จำเป็นต้องใช้บทความวิชาการประกอบการเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนระดับ จึงไม่ต้องเขียนผลงานอะไรที่เป็น Non-essential National Health Research
ความคิดเห็น