คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๑๗ เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ
- drpanthep
- 25 ม.ค. 2566
- ยาว 1 นาที
ผมถูกจับให้เรียนพิเศษตอนเย็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะมีความซุกซนมาก พ่อเลยคิดว่าการให้เรียนพิเศษหลังจากกลับจากโรงเรียนน่าจะเป็นวิธีปราบให้ต้องอยู่นิ่ง ๆ ชั่วระยะหนึ่ง ครูคนแรกที่มาสอนพิเศษผมคือครูพนิดา ศิริไพรวัน ตอนนั้นครูยังเป็นครูที่ยุวชิตวิทยา ครูมาสอนผมที่บ้านปู่ทุกเย็นตั้งแต่ผมอยู่ ป.๓ จนจบ ป.๔ ต่อมาครูแต่งงานกับพี่อ้วน สุระพันธุ์ สินทอง ลูกชายลุงมล ป้าจิต คนเก่าแก่ของปู่และย่า ลุงมลทำงานที่สำนักงานป่าไม้ ตอนหนุ่ม ๆ เป็นนักมวยชื่อเสียงดังในสังกัดของย่า
หลังจากผมย้ายไปเรียนชั้น ป.๕ ที่โรงเรียนบ้านสะบารัง ผมก็เปลี่ยนไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับน้าหลุย เฉลย จันทร์วิไลรัตน์ ที่บ้านริมคลองถนนปัตตานีภิรมย์ใกล้มัสยิดปากีสถาน ที่บ้านน้าหลุยเป็นสถานที่สอนพิเศษภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียง ครูที่สอนคือครูซิดิ๊ก เบ็ญราฮีม สอนเด็กโต น้าหลุยสอนเด็กเล็ก ก่อนจะย้ายมาที่บ้านนี้เดิมบ้านน้าหลุยอยู่ติดกับบ้านลุงมานพพี่ชายคนโตของพ่อที่ถนนปัตตานีภิรมย์ใกล้แยกปัตตานีภิรมย์-อาเนาะรู รู้จักกันในนามบ้านบ่อแซ บ่อแซเป็นก๋งหรือเตี่ยของน้าหลุยผมจำไม่ได้ชัด แกเป็นช่างซ่อมนาฬิกาคนเก่าแก่ของปัตตานี
ต่อมาครูซิดิ๊กย้ายสถานที่สอนพิเศษไปอยู่ที่วัดตานีนรสโมสรหรือวัดกลาง สอนบนชั้น ๒ ของกุฏิหลวงพงศ์ ผมก็ตามไปเรียนที่นั่น คราวนี้เปลี่ยนคนสอนจากน้าหลุยเป็นครูไลลา เบ็ญราฮีม น้องสาวครูซิดิ๊กที่พวกเราเรียกกันว่า teacher เรามีตารางเรียนเป็นวันละวิชา grammar หรือไวยากรณ์, conversation หรือสนทนา, writing คือคัดลายมือซึ่งครูซิดิ๊กจะเขียน proverb หรือสุภาษิตเป็นภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาไทยบนกระดานดำ เราก็ต้องนั่งคัดลายมือลงบนสมุด วันที่เรียน conversation จะเป็นวันที่ห้ามพูดภาษาไทย จะคุยกันก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยให้ครูได้ยินจะโดนปรับคำละ ๑ บาท แพงเอาเรื่องอยู่
ที่เรียนพิเศษของครูซิดิ๊กจะมีวันละ ๒ รอบ รอบแรก ๕ โมงเย็นถึง ๖ โมงเป็นรุ่นเล็กจิ๋ว ตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึง ๑ ทุ่ม เป็นรุ่นกลางคือชั้น ป.๕-๗ กับรุ่นใหญ่คือพวกมัธยม เด็กในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีจะเรียนพิเศษที่นี่กันแทบทุกคน ทำให้เรามีเพื่อนต่างโรงเรียนเยอะพอสมควร
ช่วงเวลาที่เรามารอรุ่นจิ๋วผลัดแรกเรียนอยู่นั้นบริเวณลานวัดรอบ ๆ กุฏิหลวงพงศ์จะมีของกิน ของเล่นมาขาย ยุคนั้นของสุดฮิตของพวกเราคือการจับเบอร์ เขาจะมีสลากให้เราเลือกจ่ายเงินแล้วก็หยิบสลากมาแกะดูว่าเป็นเบอร์อะไรก็ได้รางวัลตามเบอร์นั้น แบบที่เราเห็นสลากกาชาดนั่นแหละ ต่อมามีพัฒนาของการจับเบอร์เรียกว่าประตูดวง ชื่อเหมือนรายการโทรทัศน์ประเภทเกมส์โชว์ของช่อง ๗ ที่มีนายอาจิต รัศมิทัตเป็นพิธีกร
จับเบอร์แบบประตูดวงนี่เป็นสลากแบบ ๒ ชั้น คือเราจ่ายเงินแล้วเขาจะให้สลากมา ๑ ใบ เราก็ระบุหมายเลขที่ชอบเช่น ๙ คนขายก็จะเขียนเลข ๙ บนสลาก เราแกะสลากออกมันจะมีเลขที่ถูกรางวัล กับจำนวนเงินที่ได้รางวัล เช่นเลขที่ออกคือ ๙ ได้รางวัล ๓ ต่อ นั่นคือเราจ่ายค่าสลาก ๑ บาท แต่เราจะได้รางวัล ๓ บาท มันช่างมอมเมาเยาวชนแบบพวกเราได้เป็นอย่างดีเลย
รถเข็นจับเบอร์นี่มี ๒ เจ้า เจ้าหนึ่งเป็นคนจีนชื่อแป๊ะจั๊ว อีกเจ้าเป็น ๒ คนผัวเมียชื่อน้าเปี๊ยก นอกจากจับเบอร์แล้วบนรถเข็นยังมีสารพัดขนมซองแบบโบราณ ของเล่นพวกปืนฉีดน้ำ รถพลาสติก ปืนแก๊ป แต่ที่พิเศษคือเจ้าน้าเปี๊ยกจะมีหนุ่ม ๆ รุ่นอาวุโสที่ไม่ได้เรียนพิเศษแต่จะมาซื้อสินค้าพิเศษกับแก มาถึงวางเงินบนรถ น้าเปี๊ยกจะค่อย ๆ เอาห่อกระดาษเล็ก ๆ ยัดใส่มือ นั่นคือกัญชา ยาสารพัดประโยชน์ยุคปัจจุบันนั่นเอง
ผมเรียนพิเศษกับครูไลลาจนจบชั้น ป.๗ ก็เลิกเรียน แล้วจะเล่าต่อไปว่าผมไปทำอะไรแทน
บันทึกวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒



ความคิดเห็น