คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๒๒ ม.ศ.๒-๓
- drpanthep
- 25 ม.ค. 2566
- ยาว 1 นาที
ตอนเรียน ม.ศ.๑ ก็เรียนแบบสบาย ๆ ยุคนั้นยังมีการแข่งขันกีฬานักเรียนของจังหวัด ช่วงนั้นต้องไปเป็นกองเชียร์แต่ก็ไม่มีการบังคับ เลยออกจะอิสระหน่อย พวกผม ๓-๔ คนก็จะไปอ่านหนังสือที่หอสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือไม่ก็ไปเล่นปิงปองที่หอพักนักศึกษา ม.อ. ผมขี่จักรยานไม่เป็นต้องอาศัยแรงงานเพื่อนซ้อนท้ายมันไป เพื่อนคนนั้นคือไอ้เล็กหมูแดง ไทวิจิต แซ่ปึ้ง ที่เปลี่ยนนามสกุลเป็นพึ่งเกษมสมบูรณ์ ปัจจุบันเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงศิลปะ
ตอนที่ขึ้น ม.ศ.๒ มีเรื่องอีกแล้ว คือตอนที่เราสอบไล่ชั้น ม.ศ.๑ พวกรุ่นก่อนผม ๑ รุ่น สอบไล่ชั้น ม.ศ.๒ ตกเกือบยกชั้น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จนโรงเรียนต้องจัดสอบใหม่ก็ยังมีสอบตกกันเยอะ พวกที่สอบตกเลยถูกจับไปคละตามห้องต่าง ๆ ของพวกรุ่นผม
ชั้น ม.ศ.๒ โรงเรียนเปลี่ยนระบบจากห้อง ก. ข. ค. เป็น /๑ /๒ /๓ ผมอยู่ห้อง ม.ศ.๒/๑ ครูประจำชั้นคือครูสุภีร์ ดาราพันธ์ ซึ่งก็เป็นญาติอีกแล้ว ครูสุภีร์สอนวิชาพีชคณิต

ครูสุภีร์ และครูสุพิศ ดาราพันธ์
ตอนที่อยู่ ม.ศ.๒ รู้สึกชอบหลายวิชา วรรณคดีไทยมีเรื่องกาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวานสอนโดยครูระวิวรรณ ดวงมะลิ แล้วยังมีวิชาภาษาไทยอีกอย่างเรียนเรื่องเวนิสวานิช สอนโดยครูเครือมาศ บุณฑริก
วิชาที่ชอบที่สุดคือประวัติศาสตร์ครูประยูร รัตนวิชาสอนได้สนุกมาก สอนแบบเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เป็นประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยเฉพาะเรื่องที่ชาวยุโรปเข้ามา ได้รู้จักเรื่องราวของนักบวชเยซูอิต บริษัทอินเดียตะวันออก บทบาทของโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศสสนุกมาก
ยังมีครูภาษาไทยอีกคนคือครูแปลก ทองสังข์ ถ้าจำไม่ผิดสอนพวกการใช้ภาษาไทยแต่งโคลงกลอนอะไรนั่น พวกรุ่นพี่แอบกระซิบกลอนประจำตัวครูแปลกไว้ว่า “ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ครูแปลกปากแหว่งแต่งเท่าไหร่ก็ไม่งาม”
ตอนอยู่ ม.ศ.๑ เรามีครูลิ่ม รักษ์ทอง สอนวิชาการใช้ภาษาไทยที่ทำให้ผมแต่งกาพย์ยานี ๑๑ มาได้จนทุกวันนี้ เพราะแกให้ท่องว่า “กาพย์ยานีลำนำ สิบเอ็ดคำจำอย่าคลาย วรรคหน้าห้าคำหมาย วรรคหลังหกยกแสดง ครุลหุนั้น ไม่สำคัญอย่าระแวง สัมผัสต้องจัดแจง ให้ถูกต้องตามวิธี”
ครูลิ่มเป็นคนใจดีมากแต่เวลามาสอนจะถือไม้กลองแต๊กมาไว้ขู่ตลอด ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ยาหม่องหมอลิ่ม รักษ์ทอง แถวห้าแยกเกาะยอ
ม.ศ.๓ อยู่ห้อง ม.ศ.๓/๑ ครูประจำชั้นคือครูเครือมาศ บุณฑริก ที่สอนเวนิสวานิชเมื่อครั้งอยู่ ม.ศ.๒ ตอนอยู่ ม.ศ.๓ นี่เรียนกับครูรุ่นอาวุโสหลายคนเช่นครูถนอม สิทธิพงศ์ สอนประวัติศาสตร์ ครูหนอมนี่รู้จักแกดีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะแกเป็นขาไพ่ตองที่บ้านปู่ ครูหนอมสอนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นเรื่องราวต่อจากที่ครูประยูรสอน ที่จำได้ไม่ลืมคือตอนเสียกรุงครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าเอกทัศน์หนีพม่าไปนอนหายใจพะงาบ ๆ ตายอยู่ใต้ต้นจิก ที่จำได้เพราะก่อนจะมาสอนห้องเราครูหนอมเคยสอนห้อง ม.ศ.๓/๒ ที่อยู่ติดกันแล้วพูดซ้ำเหมือนถอดเทป
ครูอาวุโสอีกคนคือครูประณต ประดิษสรรพ์ สอนวิชาภูมิศาสตร์แกเล่าเรื่องอุทยานแห่งชาติ Yellow Stone จนฝันว่าสักวันหนึ่งต้องไปดูไอ้ที่ครูเล่าให้ฟังให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีปัญญาไป อีกวิชาที่เป็นอะไรน่าเบื่อสุด ๆ คือวิชาวรรณคดีไทยเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี เพราะการสอนเป็นการมายืนอ่านให้ฟังโดยครูลับ ศ. หิมะจันทร์ ครูลับเป็นคนพูดเสียงโมโนโทนไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำฟังแล้วชวนหลับมาก
ตอนอยู่ ม.ศ.๓ ที่สนุกคือวิชาภาษาอังกฤษที่สอนโดยครูวีระ จำนงค์จิตต์ ครูวีระเป็นบัณฑิตรุ่นแรกจากคณะศึกษาศาสตร์ ม.อ.เป็นคนดุพูดเสียงดังด่าแหลก ตีแหลก แต่กับห้อง ๓/๑ นี่ค่อนข้างพิเศษเพราะเป็นเด็กเรียน ครูวีระมาพูดปลุกระดมมวลชนให้พวกเราไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทุกวัน แต่รุ่นผมไม่มีใครไปสอบเข้าเตรียมอุดมสักคน เราแห่กันไปเรียนทีโรงเรียนสาธิต รูสะมิแล ครูวีระแนะนำกึ่งบังคับให้พวกเราต้องซื้อหนังสือพิมพ์ Student Weekly มาหัดอ่านเพื่อให้เก่งภาษาอังกฤษ มีการเอาเทปคาสเซ็ตมาเปิดเพลงสากล แล้วให้เราแกะเนื้อเพลง สิ่งที่ผมได้มาจนทุกวันนี้คือผมชอบเล่น Crosswords มาก ทุกวันนี้ครูวีระยังโทรศัพท์ถามข่าวคราวผมทุกเดือน
ครูอีกคนที่จะไม่เอ่ยถึงเห็นจะมิได้ท่านเป็นเจ้าพ่อโมเมนต์รอบสะดือ ครูประสิทธิ รัตนไชย ครูประสิทธิสอนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องแรงกล ถ้าถามแล้วตอบไม่ได้แกจะหยิกสะดือแล้วหมุน เราเลยแซวว่าแกสอนให้เห็นเรื่องแรงกระทำรอบจุดหมุนที่เรียกว่าโมเมนต์
นอกจาก Student Weekly ที่ผมอ่านประจำแล้วยังมีหนังสืออีกเล่มที่ดีมากคือหนังสือเรียนเยี่ยม ซึ่งจะเป็นเหมือนหนังสือสรุปวิชาต่าง ๆ สำหรับเตรียมสอบเข้าเรียนต่อ ม.ศ.๔ หรือเข้าเตรียมทหาร

นักเรียน ม.ศ.๓/๑
บันทึกวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๕



ความคิดเห็น