คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๔๐ โต๊ะมูดอ
- drpanthep
- 26 ม.ค. 2566
- ยาว 1 นาที
เอ่ยชื่อนี้มาในปัจจุบันไม่น่าจะมีคนรู้ว่าหมายถึงใคร แม้แต่คนที่เป็นทายาทเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ เอ่ยชื่อ “โต๊ะมูดอ” ในเมืองตานีแล้วแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะในสมัยนั้นมี “มูดอ” อยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกเรียกว่า “รายอมูดอ” หรือในหนังสือราชการเรียกว่า “รายามุดา” เป็นตำแหน่งรองเจ้าเมือง ส่วนอีกท่านก็คือ “โต๊ะมูดอ” ที่จะเล่าต่อไป
“โต๊ะมูดอ” เป็นคำยกย่องทำนอง “นายหนุ่ม” ว่ากันว่าท่านเป็นชายหนุ่มรูปงามมีเสน่ห์ เป็นผู้ที่เล่าเรียนสรรพวิชา โดยเฉพาะเรื่องไสยศาสตร์ ท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องคาถาอาคมมากทั้งด้านอยู่ยงคงกระพัน ไปจนถึงเมตตามหานิยม นอกจากนี้ท่านยังมีวิทยายุทธด้านการต่อสู้ อาวุธประจำกายของท่านเป็นดาบคู่ที่มีโกร่งเป็นทองคำและเงิน
ป้าสุนันทา (ซิ่วกี่) คณานุรักษ์ ซึ่งเกิดประมาณ พ.ศ.๒๔๕๕ เล่าให้ฟังว่าตอนป้ายังเด็ก ๆ ป้ายังทันเห็นโต๊ะมูดอผู้นี้มาซ้อมดาบที่สวนหลังบ้านนางตันเบ้งจู โกวิทยา คือบ้านเลขที่ ๑-๓ ถนนอาเนาะรูในปัจจุบันนี้ ป้ากี่บอกว่าเวลาซ้อมดาบโต๊ะมูดอท่านจะกระโดดขึ้นลงตามต้นไม้เหมือนที่เห็นในหนังกำลังภายในแล้วฟาดฟันดาบคู่ในมือ
โต๊ะมูดอนี้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเกิดวัน ๖ เดือน ๓ ปีขาล ยาม ๓ แต่ไม่บอกว่าข้างขึ้นหรือแรมกี่ค่ำ เข้าใจว่าเป็นวันเดือนปีตามปฏิทินจีน ผมหาเทียบย้อนหลังไม่ได้ว่าตรงกับวันใด ทราบแต่ว่าเป็น พ.ศ.๒๔๐๙ เมื่อเกิดมาได้รับการตั้งชื่อว่า “ตันบั่นฮก” ท่านเป็นลูกชายคนโตของ “พระจีนคณานุรักษ์” ซึ่งในขณะนั้นยังเป็น “ตันจูล้าย” กัปตันจีนเมืองตานี ไม่มีคำบอกเล่าว่าท่านศึกษาเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ จากสำนักไหน แต่เข้าใจว่าวิชาไสยศาสตร์คาถาอาคมต่าง ๆ ท่านคงจะเล่าเรียนกับพ่อของท่าน เพราะพระจีนคณานุรักษ์ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดในวิชาไสยศาสตร์ทั้งไทยจีน
การที่ชาวเมืองตานีเรียกท่านว่า “โต๊ะมูดอ” เป็นการขนานนามแบบยกย่องคู่กับ “โต๊ะทุวอ” หรือนายผู้เฒ่า ซึ่งหมายถึง “พระจีนคณานุรักษ์” ผู้เป็นพ่อ ผมยังได้ฟังคำบอกเล่าจากแบดี ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองปัตตานีตอนที่พาผมไปเยี่ยมชมวังจะบังติกอเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้วว่า ได้ฟังจากผู้ใหญ่มาอีกทีว่าในสมัยอดีตมีหัวหน้าคนจีนชื่อตันบั่นฮก เป็นคนมีวิทยายุทธเป็นเพื่อนกับเจ้าเมืองไปมาหาสู่ที่วังจะบังติกอเป็นประจำ
ตันบั่นฮก หรือ โต๊ะมูดอ ประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ดีบุก เหมืองของท่านชื่อว่า “เมาะบูหล่วน” ซึ่งเป็นภาษาจีนที่น่าจะเพี้ยนมาจากภาษามลายูเพราะมีชื่อเรียกเป็นภาษามลายูพื้นเมืองว่า “แมะบูแล” เหมืองนี้อยู่ในพื้นที่ถ้ำทะลุ จังหวัดยะลา การเดินทางจากปัตตานีไปเหมืองเมาะบูหล่วนในสมัยนั้นเป็นการเดินเท้าใช้เวลาแรมเดือน ต้องเสี่ยงต่อภัยอันตรายจากสิงสาราสัตว์ หรือโจรผู้ร้าย จึงทำให้จำเป็นต้องมีวิชาติดตัวเพื่อป้องกันตัว การเดินทางแรมเดือนมีความลำบากในการหาที่พักระหว่างทาง ท่านจึงใช้ความหล่อความมีเสน่ห์ของท่านให้เป็นประโยชน์ด้วยการขอสาว ๆ ตามหมู่บ้านที่ท่านเดินทางผ่านเป็นเมีย ท่านจึงมีเมียหลายคนเรียกว่าเดินทางไปค่ำที่ไหนก็ไม่ต้องห่วงมีบ้านเมียให้พักค้างแรมได้ตลอดทางจากปัตตานีไปยะลา
ผมเจอเอกสารราชการที่เอ่ยถึงตันบั่นฮกหลายแห่ง ฉบับแรกไม่ได้ระบุชื่อเพียงแต่บอกว่าบุตรหลวงจีนคณานุรักษ์ที่ทูลเกล้าถวายกริชเมื่อครั้งที่ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองปัตตานีคราว ร.ศ.๑๐๗ หรือ พ.ศ.๒๔๓๑ และได้พระราชทานของที่ระลึกให้เป็นกล่องไม้ที่ภายในบรรจุซองบุหรี่กาไหล่ทองคำ ๑ ซอง ถาด ๑ ใบ ถ้วย ๔ ใบและจาน ๒ ใบ
จากการที่ธุรกิจหลักของครอบครัวคือการทำเหมืองแร่ดีบุกและในช่วงเวลานั้นการขอประทานบัตรหรือขออนุญาตทำเหมืองจะต้องทำเรื่องไปยังกรมราชโลหกิจ กรมราชโลหกิจจะทำหนังสือถึงเจ้าเมืองในท้องที่นั้นให้ตรวจสอบดูว่าเหมืองนั้นมีผู้ทำกินอยู่เดิมหรือไม่ และการอนุญาตให้ทำเหมืองจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่นั้นหรือไม่ หากไม่ขัดข้องประการใดก็จะขอพระบรมราชานุญาตออกประทานบัตรให้ผู้ร้องขอ แล้วจึงทำสัญญามีตราบังคับออกไปยังเจ้าเมือง แต่ในช่วง ร.ศ.๑๑๒ หรือ พ.ศ.๒๔๓๖ เกิดวิกฤติ ร.ศ.๑๑๒ มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสยามกับฝรั่งเศส นายโอกุสต์ ปาวี กงสุลฝรั่งเศสจึงสั่งให้เรือรบฝรั่งเศสมาปิดปากอ่าวไทย เป็นเหตุให้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงโทมนัสจนประชวรไม่สามารถประกอบราชกิจใด ๆ ด้วยความบังเอิญที่ก่อนหน้านั้นตันบั่นฮกได้มีหนังสือขออนุญาตทำเหมืองที่ยะลาเพิ่มเติมจากเหมืองเดิมที่เคยได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองสงขลาเพราะเมืองยะลาขึ้นกับเมืองสงขลา แต่คราวนี้กรมราชโลหกิจ กระทรวงเกษตราธิการไม่ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังเจ้าเมืองยะลา โดยถือเอาจากเอกสารที่เมืองสงขลาที่เคยระบุว่าไม่มีผู้ใดทำเหมืองในพื้นที่นั้น และเห็นว่าการที่ตันบั่นฮกมาขออนุญาตดังกล่าวจะสร้างผลประโยชน์ให้แผ่นดิน แต่จากวิกฤติ ร.ศ.๑๑๒ จึงทำให้เรื่องนี้ค้างคาอยู่ เจ้าพระยาอภัยราชา(โรลังค์ ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจึงกราบทูลให้ทรงทราบเรื่องราว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทววงศ์วโรปการให้ทรงพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ให้เบาบางลงไป กระทรวงเกษตราธิการจึงอนุญาตให้ตันบั่นฮกทำเหมืองดังกล่าว โดยแจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมซึ่งรับผิดชอบเมืองสงขลา ให้ออกตราบังคับไปตามอนุญาต
เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเพราะเมื่อตันบั่นฮกนำตราบังคับไปแจ้งเจ้าเมืองยะลา ทางเจ้าเมืองยะลามีใบบอกไปยังเจ้าเมืองสงขลาว่าในพื้นที่นั้นมีเหมืองของผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาอยู่และมีผู้ดำเนินการทำอยู่แล้ว เจ้าเมืองสงขลาจึงแจ้งไปทางกระทรวงกลาโหมขอประมูลให้ราคาสูงกว่าที่ตันบั่นฮกเสนอเพื่อที่ตนจะได้เป็นผู้ดำเนินการต่อไป แต่ทางกระทรวงเกษตราธิการยืนยันว่าได้ออกใบอนุญาตให้ตันบั่นฮกไปแล้วให้กระทรวงกลาโหมออกตราบังคับตามนั้น จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นเพราะกระทรวงที่ออกใบอนุญาตกับกระทรวงที่ดูแลพื้นที่มีความเห็นต่างกัน จนต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเสนาบดี ที่ประชุมมีมติให้เรียกเจ้าเมืองสงขลากับตันบั่นฮกเข้ามาประมูลแข่งกันใหม่ เป็นเหตุให้เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการรู้สึกเสียใจกับมตินั้นเนื่องจากได้ออกใบอนุญาตให้ตามพระบรมราชานุญาตแล้ว
ไม่ทราบว่าผลการประมูลเป็นอย่างไร และเหมืองนั้นคือเหมืองไหน แต่เข้าใจว่าตันบั่นฮกชนะการประมูล เพราะหลังจากนั้นเหมืองในพื้นที่ถ้ำทะลุทั้งหมดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางเมืองสงขลาอีกเลย
ในช่วงที่ตันบั่นฮกต้องขึ้นไปสู้คดีความครั้งนี้มีเหตุการณ์สำคัญกับครอบครัว คือนางอิ่ม ภรรยาที่เป็นชาวปากล่อตั้งครรภ์ ตันบั่นฮกจึงต้องนำนางอิ่มมาฝากไว้กับนางยาง ณ สงขลา ผู้เป็นแม่เลี้ยงที่บ้านของพระจีนคณานุรักษ์ นางอิ่มได้คลอดลูกชายเมื่อวันอังคาร แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๙ เป็นลูกชายคนที่ ๓ ของตันบั่นฮก
ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ ช่วงที่ทำเหมืองที่ถ้ำทะลุ ตันบั่นฮกได้เป็นผู้สร้างศาลเจ้าฮุดโจ้วขึ้นในถ้ำ มีเจ้าแม่กวนอิมหรือที่เรียกว่าฮุดโจ้วเป็นพระประธานของศาลเจ้า มีความศักดิ์สิทธิเป็นที่เคารพสักการะของชาวเหมือง ต้องมีงานเทศกาลบูชาองค์ฮุดโจ้วทุกปี

รูปถ่ายที่ศาลเจ้าฮุดโจ้ว ถ้ำทะลุ
ตันบั่นฮกเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของเมืองปัตตานีมาตลอด ดังที่มีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษาว่าเป็นผู้หนึ่งที่บริจาคเงินเพื่อบำรุงการศึกษา หรือร่วมกับหลวงพิบูลย์พิทยาพรรค ธรรมการมณฑลปัตตานีจัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์เพื่อไว้แจกเป็นที่ระลึกในพิธีเปิดโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานี แต่การพิมพ์ล่าช้าจึงไม่ได้แจกในงานมาแจกในภายหลัง ๑,๕๐๐ เล่ม

ต่อมาจึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ “ขุนจำเริญภักดี” เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๕ แต่มีการส่งสัญญาบัตรพระราชทานในปี พ.ศ.๒๔๖๗


ขุนจำเริญภักดี หรือตันบั่นฮก หรือโต๊ะมูดอ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๘
จากที่เล่ามาแล้วว่าท่านมีภรรยาหลายคน ท่านจึงมีลูกชายหญิงรวมกัน ๑๓ คน สำหรับคนที่ผมเล่าว่าเป็นลูกชายคนที่ ๓ ที่เกิดตอนที่ท่านไปสู้คดีความที่กรุงเทพฯ คือคุณปู่ผมเอง นายอนันต์(ขุ้นขิ้ม) คณานุรักษ์

ขุนจำเริญภักดี (ตันบั่นฮก)
บันทึกวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒



ความคิดเห็น