คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๕๑ ตระกูลคณานุรักษ์กับการทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีต ๑
- drpanthep
- 27 ม.ค. 2566
- ยาว 1 นาที
เมืองตานีนับได้ว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานทำการค้ามากมาย ซึ่งไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าชาวจีนเหล่านั้นเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองตานีตั้งแต่สมัยใด อย่างไรก็ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดคือบันทึกของพ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งเข้ามาค้าขายเมื่อปีพ.ศ.๒๑๕๙ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ แห่งกรุงศรีอยุธยา
บันทึกดังกล่าวได้ระบุว่ามีชาวจีนอาศัยอยู่ในเมืองตานีเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าแทบจะเดินชนกัน นอกจากนี้ยังมีการค้นพบหลักจารึกหน้าหลุมศพชาวจีนที่บริเวณริมทะเลตำบลตันหยงลูโล๊ะ อำเภอเมืองปัตตานี ระบุว่าเป็นหลุมศพของสตรีชาวจีนที่ถึงแก่กรรมในสมัยว่านลี่(หรือบ้วนเละ) แห่งราชวงศ์เหม็ง ซึ่งตรงกับพ.ศ. ๒๑๑๖-๒๑๖๓ และยังมีในประวัติศาลเจ้าเล่งจูเกียงที่กล่าวไว้ว่าหลักจารึกภายในศาลระบุว่าก่อตั้งเมื่อสมัยปีบ้วนเละที่ ๒ แห่งราชวงศ์เหม็ง ซึ่งตรงกับพ.ศ.๒๑๑๗
ชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาทำการค้าขายที่เมืองตานีคงจะมีต่อเนื่องมา จนกระทั่งมีการย้ายเมืองตานีจากริมทะเลตันหยงลูโล๊ะไปอยู่ที่เมืองตานีในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าชาวจีนกับเจ้าเมืองและประชาชนชาวเมืองตานีเป็นไปด้วยดี แม้กระทั่งเมื่อมีการสร้างวังใหม่ของตนกูสุไลมานเจ้าเมืองตานีก็ยังมีลวดลายและโครงสร้างตามแบบศิลปะจีน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวจีนอาศัยอยู่ในเมืองตานีประมาณ ๖๐๐ คน โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าตลาดจีนหรือกะดาจีนอ ชาวจีนเหล่านี้จะประกอบอาชีพค้าขายเป็นส่วนใหญ่ สินค้าที่มีการซื้อขายส่งออก ได้แก่เกลือ น้ำมันมะพร้าว มะพร้าวห้าว แร่ดีบุก โดยราคาซื้อขายในตอนนั้นเกลือ ๑ เกวียนแขกเท่ากับ ๒ เกวียนไทยราคา ๑๒ เหรียญ น้ำมันมะพร้าวหาบละ ๘ เหรียญ แร่ดีบุกขาวหาบละ ๒๑ เหรียญ แร่ดีบุกดำหาบละ ๑๐ เหรียญ นอกจากค้าขายสินค้าดังกล่าวแล้วในเมืองตานียังมีโรงฝิ่น บ่อนเบี้ย และโรงต้มสุราซึ่งดำเนินการโดยชาวจีนและมีนายอากรคอยเก็บภาษีส่งเจ้าเมือง
สำหรับตระกูลคณานุรักษ์ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ตันเตียงซิ่นหรือตันปุ่ย) มีการบันทึกประวัติตระกูลและบอกเล่าต่อกันมาว่านายตันปุ่ย ซึ่งถือกำเนิดเมื่อปีพ.ศ.๒๓๔๙ ณ ตำบลเจี่ยแบ้เกี่ยง อำเภอเจียงจิวหู เมืองเอหมุ่ย มณฑลฮกเกี้ยน ได้อพยพเข้ามายังเมืองไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แรกเริ่มเดิมทีได้เข้ามาตั้งรกรากที่เมืองสงขลา
เล่าต่อกันมาว่าขณะที่อยู่ที่เมืองสงขลานั้นท่านประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อหมู ต่อมาได้รับความดีความชอบจากพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เจ้าเมืองสงขลา ในการช่วยรบกับขบถเมืองไทรบุรีแต่งตั้งให้เป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวางย้ายครอบครัวไปทำหน้าที่ดูแลชาวจีนในเมืองตานี และเก็บภาษีอากรส่งเจ้าเมืองสงขลา
นอกจากการดูแลชาวจีนและเก็บภาษีอากรแล้วท่านได้บุกเบิกเข้าทำเหมืองแร่ดีบุกที่บริเวณตำบลถ้ำทะลุ แขวงเมืองยะลา ซึ่งยังหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ว่าท่านเริ่มเข้าไปทำเหมืองแร่เหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่มีบันทึกในพงศาวดารเมืองตานีกล่าวไว้ว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว หลวงสวัสดิภักดี(ยิ้มซ้าย) เจ้าเมืองยะลาได้สร้างเหมืองดีบุกที่เมืองยะลาจำนวน ๖ เหมือง ได้แก่เหมืองดีดะ เหมืองลาบู เหมืองใหม่ เหมืองบายอ เหมืองหม่าเระ และเหมืองแหมะบุหลัน และต่อมาได้มอบกรรมสิทธิ์ให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ก็ได้รับผลประโยชน์เป็นแร่ดีบุกบ้าง เป็นค่าเช่าเหมืองบ้าง ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่าจากการที่หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง(ตันปุ่ย) มีความสนิทชิดเชื้อกับพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ท่านก็น่าจะได้เข้าไปทำกิจการเหมืองแร่ดีบุกในช่วงนั้นเช่นกัน
การทำเหมืองแร่ในสมัยนั้นกรรมกรในเหมืองแร่ส่วนใหญ่เป็นคนจีน ซึ่งมีขบวนการจ้างโดยแต่งทนายไปจ้างชาวจีนจากเมืองจีน โดยมีข้อสัญญาว่านายจ้างจะออกค่าเดินทางไปกลับให้ ค่าจ้างประมาณเดือนละ ๓๐-๔๐ เหรียญ และมีอาหาร ตลอดจนที่อยู่ให้ โดยมีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับครอบครัวที่เมืองจีน โดยทำสัญญากันครั้งละ ๓ ปี ส่วนวิทยาการต่างๆเช่นการสำรวจแหล่งแร่ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ต้องอาศัยชาวต่างชาติ เท่าที่ปรากฎหลักฐานเช่นรายงานของนายวิลเลียม คาเมรอน ในปี พ.ศ.๒๔๒๖ บรรยายถึงสภาพบ้านเมืองและลักษณะทางธรณีวิทยาของเมืองตานีอย่างละเอียด และกล่าวถึงนายอัลเลนซึ่งเข้ามาทำงานที่เหมืองตะกั่วในตำบลถ้ำทะลุก่อนหน้าที่นายวิลเลียม คาเมรอนจะเข้ามาหลายปี

ปู่อนันต์ที่เหมืองบูหล่วน หรือแหมะบุหลัน
บันทึกวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒



ความคิดเห็น