top of page

คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๕๒ ตระกูลคณานุรักษ์กับการทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีต ๒

  • รูปภาพนักเขียน: drpanthep
    drpanthep
  • 27 ม.ค. 2566
  • ยาว 1 นาที

กิจการเหมืองแร่ของตระกูลคณานุรักษ์อยู่ในความดูแลของหลวงสุนทรสิทธิโลหะ (ตันจูเบ้ง) และพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) มีเอกสารสำคัญเป็นหนังสือสัญญาระหว่างหลวงสุนทรสิทธิโลหะ (ตันจูเบ้ง) กับบริษัทเหมืองแร่ต่างชาติ (The Galena Mining Company) ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๙ โดยเนื้อหาสัญญาระบุถึงการซื้อขายแร่ดีบุกระหว่างหลวงสุนทรสิทธิโลหะ (ตันจูเบ้ง) และบริษัทดังกล่าว ทำให้ทราบว่าในสมัยนั้นการทำเหมืองแร่ที่บริเวณตำบลถ้ำทะลุ เมืองยะลานั้นอาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆจากการเช่าบริษัทต่างชาติ โดยมีข้อผูกมัดคือต้องขายแร่ให้บริษัทดังกล่าวเท่านั้น

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่นค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ ค่าขนส่งแร่ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ยังเป็นส่วนที่หลวงสุนทรสิทธิโลหะต้องรับผิดชอบ ราคาแร่ที่กำหนดขึ้นดูจากคุณภาพของแร่ที่ถลุงได้ คือ แร่ที่ถลุงแล้วมีเนื้อแร่ร้อยละ ๕๕ ถึง ๖๐ มีราคา ๒.๒๕ เหรียญต่อหาบ แร่ที่ถลุงแล้วมีเนื้อแร่ร้อยละ ๔๐ หรือต่างจากนี้มีราคา ๑.๕๐ เหรียญต่อหาบ ทั้งนี้น้ำหนัก ๑ หาบ เท่ากับ ๑ หาบปัตตานี หรือ ๑๐๖ ชั่งจีน (๑ ชั่งจีน เท่ากับ ๖๐๐ กรัม) เงินที่ได้จากการขายแร่บริษัทดังกล่าวจะจ่ายเป็นเช็คเบิกจ่ายในสิงคโปร์ โดยสัญญาดังกล่าวมีกำหนดเวลา ๒๐ ปี


ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น การพิจารณาสิทธิในการทำเหมืองแร่เป็นหน้าที่ของเจ้ากระทรวงหัวเมืองเป็นผู้รับพระบรมราชโองการให้อนุญาต ซึ่งหัวเมืองปักษ์ใต้ขึ้นกับสมุหพระกลาโหม เสนาบดีกรมพระกลาโหม มีหน้าที่บังคับบัญชาทั้งการทหารและการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ เป็นผู้พิจารณาให้สิทธิ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดตั้งกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ มีหน้าที่ตรวจตราบรรดาการที่เกี่ยวข้องด้วยแร่ โลหะธาตุ ทั้งประทานบัตรและสัญญาอาทานในการแร่โลหธาตุและภูมิวิทยาทั้งปวงในพระราชอาณาจักรสยาม


การทำเหมืองแร่ของตระกูลคณานุรักษ์เปลี่ยนมือจากหลวงสุนทรสิทธิโลหะ (ตันจูเบ้ง) มาสู่พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) เนื่องจากหลวงสุนทรสิทธิโลหะถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๒๕ การรับช่วงต่อของพระจีนคณานุรักษ์เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นหลังจากที่มีการจัดตั้งกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา เพราะมีการขอประทานบัตรการทำเหมืองขึ้นใหม่ โดยพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ได้ทำหนังสือยื่นต่อสมุหพระกลาโหม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๖ เนื้อหาว่าเดิมบิดาคือหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ตันปุ่ย) ได้ทำการเบิกสร้างเหมืองดีบุกที่ตำบลถ้ำทะลุ แขวงเมืองยะลาต่อเขตแดนเมืองรามันทางเหนือ ได้ขุดร่อนแร่ดีบุกทั้งดีบุกขาวและดีบุกดำ มาประมาณ ๒๐ – ๓๐ ปีเศษ โดยทำการผูกส่วยส่งต่อเจ้าเมืองสงขลาเป็นอัตราเหมาจ่ายด้วยดีบุกดำปีละ ๑๒๐ หาบมาตลอด ดีบุกที่ถลุงแล้วเมื่อขนส่งลงไปจำหน่ายต้องเสียภาษีผ่านเมืองยะลาเป็นภาษีดีบุกปึกละ ๒๕ อัฐ เมื่อถึงเมืองหนองจิกต้องเสียภาษีอีกปึกละ ๒๕ อัฐ ครั้นถึงเมืองตานีต้องเสียภาษีร้อยชักสามอีกชั้นหนึ่ง รวมแล้วต้องเสียภาษีถึง ๔ ชั้น ทั้งนี้เหมืองแร่ที่ทำไม่ได้มีการกำหนดพื้นที่ที่แน่นอนแต่อย่างใด จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นเจ้าของที่เหมืองดีบุกดังกล่าวในตำบลถ้ำทะลุ แขวงเมืองยะลาเป็นเนื้อที่ทั้งหมด ๖ ตารางไมล์ โดยมีกำหนดเวลา ๕๐ ปี และขอเสียภาษีให้เพียงชั้นเดียว


ในการยื่นหนังสือนี้พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ได้มอบหมายให้บุตรชายคือขุนจำเริญภักดี (ตันบั่นฮก) เป็นผู้เข้าไปดำเนินการ เมื่อขุนจำเริญภักดีนำหนังสือไปยื่นขออนุญาตทำเหมืองต่อกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา กระทรวงเกษตราธิการซึ่งเป็นเจ้าสังกัดของกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจะได้ผลประโยชน์ต่อแผ่นดินเพิ่มขึ้น ประกอบกับเคยสอบถามไปทางเมืองสงขลาซึ่งบังคับบัญชาเมืองยะลาก็ไม่ปรากฎว่ามีผู้ทำเหมืองในบริเวณนั้น ประกอบกับเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักจากเหตุการณ์กรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ปี ร.ศ.๑๑๒ ไม่ปฏิบัติพระราชกิจอย่างใด เรื่องราวการขอทำเหมืองจึงค้างอยู่ เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังค์ ยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจึงได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงการที่ผู้ขออนุญาตทำแร่ติดขัดอยู่ จึงมีลายพระหัตถ์ถึงพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระยาเทววงศ์วโรประการ โปรดเกล้าฯให้ทรงพิจารณาเรื่องราวที่ติดขัดอยู่ เรื่องการขอทำเหมืองของพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ที่ขุนจำเริญภักดี (ตันบั่นฮก) นำไปยื่นจึงได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ตามที่ขอ


กระทรวงเกษตราธิการจึงมีหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมซึ่งบังคับบัญชาเมืองสงขลาอยู่ กระทรวงกลาโหมจึงได้มีตราบังคับออก ไปตามใบอนุญาต เมื่อขุนจำเริญภักดี (ตันบั่นฮก) นำตราไปวางที่เมืองยะลา เจ้าเมืองยะลาได้ทักท้วงไปยังเจ้าเมืองสงขลาว่าในอาณาเขตนั้นมีเหมืองของเจ้าเมืองสงขลาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย และมีผู้รับทำอยู่แล้ว เจ้าเมืองสงขลาจึงมีใบบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ ขอประมูลให้สูงกว่าที่พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ยื่นราคาไว้ กระทรวงกลาโหมจึงแจ้งไปทางกระทรวงเกษตราธิการ แต่กระทรวงเกษตราธิการยืนยันตามใบอนุญาตเดิมที่ให้ไว้แล้ว จึงเกิดเป็นข้อถกเถียงกันในที่ประชุมเสนาบดี ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่าให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเข้ามาว่าประมูลกันใหม่


กระทรวงเกษตราธิการรู้สึกเสียใจต่อคำตัดสินของที่ประชุมเสนาบดี จนเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการมีหนังสือไปกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระสมมติอมรพันธุ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ปรับทุกข์เรื่องนี้ว่าการที่ได้ออกใบอนุญาตให้พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ก็เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล้าย) ก็หาได้วิ่งเต้นเข้าข้างหน้าบ้านหรือหลังบ้านของท่านแต่อย่างใด เมื่อการออกใบอนุญาตจะทำให้เกิดผลเสียในภายหน้าก็จะขอรับพระราชอาญาตามโทษานุโทษ แต่การที่ที่ประชุมเสนาบดีมีความเห็นว่าให้เรียกเข้ามาประมูลใหม่นั้นเห็นว่าไม่ควร เพราะการออกใบอนุญาตนั้นเป็นไปโดยกระแสพระบรมราชานุญาตแล้ว การที่จะกลับไปกลับมาจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และกระทรวงที่เป็นผู้รับผิดชอบตามหน้าที่ก็จะหมดอำนาจลงไปทุกวัน





บันทึกวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒

ความคิดเห็น


เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อรวบรวมรายชื่อทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง(ตันเตียงสิ่น)ทุกสายสกุล และมีเรื่องราวต่าง ๆ ของตระกูลและท้องถิ่น รวมถึงนานาสรรพสาระต่าง ๆ

bottom of page