คำให้การเด็กหัวตลาด ตอนที่ ๘๐ ศาลเจ้าเล่งจูเกียงภายใต้ร่มพระบารมีราชวงศ์จักรี
- drpanthep
- 29 ม.ค. 2566
- ยาว 1 นาที
ผมเขียนบทความนี้เพื่อให้เขานำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเสวนาในงานวิชาการที่ปัตตานี
ศาลเจ้าเล่งจูเกียงหรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยบ้วนเละ ปีที่ ๒ ก็ตรงกับ พ.ศ.๒๑๑๗ สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา กรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมัยนั้นเมืองปัตตานีตั้งอยู่ที่บริเวณตันหยงลูโล๊ะในปัจจุบัน ถ้าจะว่าไปแล้วสมัยนั้นแถวหัวตลาดก็อาจจะเป็นชนบทห่างไกลจากเมืองหลวง เป็นธรรมเนียมของชาวจีนที่ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องตั้งศาลเจ้าประจำชุมชนที่เรียกว่าศาลปุนเถ้ากง
เมืองปัตตานีตั้งอยู่ที่ตันหยงลูโล๊ะเป็นเวลา ๑๐๐ ปีเศษ จนกระทั่งถึงยุคของตนกูปะสา แห่งราชวงศ์กลันตัน ซึ่งปกครองเมืองปัตตานีในช่วง พ.ศ.๒๓๘๘-๒๓๙๙ จึงย้ายมาตั้งเมืองใหม่ที่จะบังติกอ นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ชุมชนชาวจีนที่หัวตลาดเจริญ เพราะอยู่ใกล้เมืองหลวงมากขึ้น
ไม่พบเอกสารใด ๆ ที่กล่าวเจาะจงถึงหัวตลาดหรือชุมชนจีนเมืองปัตตานีกับพระมหากษัตริย์ตลอดจนพระบรมราชวงศ์ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๒๗ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จมาถึงเมืองปัตตานีและทรงบันทึกไว้ในหนังสือชีวิวัฒน์ซึ่งเป็นบันทึกรายละเอียดการเสด็จไปหัวเมืองปักษ์ใต้ ทรงเล่าถึงเมืองปัตตานีไว้ว่าเมื่อล่องเรือจากปากอ่าวเข้ามาถึงแม่น้ำที่กว้าง ๒ เส้นเศษก็ราว ๆ ๘๐ เมตรเศษ เจอตึกจีน ๒ ชั้น ๓ หลังแฝดของกัปตันจีนอยู่ริมน้ำ มีประตูใหญ่ที่มุมถนน ผ่านประตูเข้าไปเป็นถนนกว้าง ๔ วาก็คือ ๘ เมตร บริเวณ ๒ ฟากถนนเป็นตึกจีนทำเป็นร้านค้าสลับกับโรงจากยาวไปประมาณ ๓ เส้น หรือ ๑๒๐ เมตร เดินไปจนสุดถนนจะเป็นศาลเทพารักษ์จีนเป็นตึกเก๋งจีนใหญ่ชื่อว่าปุนเถ้าก๋ง บริเวณในเขตประตูใหญ่นี้เรียกว่า “ท้องตลาดจีน”
ประชาชนในปัตตานีมีจำนวนประมาณ ๒ หมื่นคนเศษ เป็นชาวจีนประมาณ ๖๐๐ คน ส่วนใหญ่ทำการค้ารับสินค้าจากที่อื่นมาขายและนำสินค้าจากเมืองปัตตานีส่งออกไปขายที่อื่น ทำเหมืองดีบุก ทำโรงปั้นหม้อปั้นอิฐ พระยาตานีตั้งให้จีนตันจูล้ายเป็นนายภาษี นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่ามีพระบรมราชวงศ์ชั้นสูงเสด็จมายังศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวตั้งแต่ยังใช้ชื่อว่าศาลเจ้าปุนเถ้ากง
การเสด็จของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญที่สุดก็คือในปี ร.ศ.๑๐๗ หรือ พ.ศ.๒๔๓๑ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสหัวเมืองมลายู ได้ทรงแวะขึ้นเมืองปัตตานี มีบันทึกในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายู คราว ร.ศ.๑๐๗ ว่าได้เสด็จทางเรือจากท่าน้ำวัดตานีไปขึ้นแพพลับพลาที่ประทับหน้าตลาดจีน เสด็จพระราชดำเนินขึ้นจากแพผ่านประตูตลาดจีนไปจนถึงศาลเจ้าซูก๋ง ในคราวเดียวกันนี้สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศก็ได้ทรงบันทึกจดหมายเหตุรายวันในวันจันทร์ที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๑ ว่าเสด็จกลับจากวัดไปยังพลับพลาที่ประทับหน้าบ้านกัปตันจีน เสด็จเข้าประตูบ้านจีนไปจนถึงศาลเจ้าซูก๋อง แล้วเสด็จไปตามตลาด เสด็จไปทางไหนก็มีคนมุงดูแน่นขนัดกัปตันจีนกับพี่สาวคอยรับรอง ไม่ว่าจะทรงซื้ออะไรกัปตันจีนกับพี่สาวก็ซื้อถวาย ในวันนี้ได้ทรงแต่งตั้งจีนจูล้ายที่เป็นกัปตันจีนเมืองปัตตานีให้เป็นหลวงจีนคณานุรักษ์หัวหน้าคนจีนในเมืองปัตตานี จะเห็นว่าห่างกัน ๔ ปี แต่ชื่อของศาลเจ้าเปลี่ยนจากศาลเจ้าปุนเถ้ากง เป็นศาลเจ้าซูก๋อง ซึงสันนิษฐานได้ว่าในช่วง ๔ ปี เป็นช่วงที่หลวงจีนคณานุรักษ์(ตันจูล้าย) ได้อัญเชิญพระหมอหรือเฉ่งจุ้ยโจ๊วซูก๋องมาประดิษฐานที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ต่อมาในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเมืองปัตตานีและได้เสด็จล่องเรือจากท่าน้ำวัดตานีนรสโมสรไปขึ้นที่ท่าน้ำตลาดจีนอีกครั้ง โดยเสด็จประพาสไปตามถนนที่ปูดาดด้วยผ้าขาวจนถึงศาลเจ้าซูก๋งเหมือนกับคราว พ.ศ.๒๔๓๑
หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเสด็จมาเมืองปัตตานีอีกหลายคราว แต่ไม่มีบันทึกว่าได้เสด็จมายังศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เรื่องราวของศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์จึงเงียบหายไป
จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จดหมายเหตุระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ โดยสักขี บันทึกไว้ว่าวันเสาร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๘ รถยนต์พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้วิ่งผ่านตลาดจีน เจ้าของร้านลาดพรมแพรพรรณบนถนนและตั้งเครื่องบูชาจุดประทัดรับเสด็จ ไม่ได้ระบุว่ามีการแวะศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวแต่อย่างใด
ผ่านไปจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีการเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์เป็นประจำทุกปี วันพุธที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๘๙ ได้เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงไปยังศาลเจ้าเล่งจูเกียงเป็นครั้งแรก ได้ทรงเสด็จทอดพระเนตรและทรงพระสุหร่ายพระหมอเฉ่งจุ้ยโจวซูก๋อง เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และองค์พระต่าง ๆ ในศาลเจ้า จากนั้นทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลา เป็นที่ปลื้มปิติแก่ประชาชนในชุมชนหัวตลาดเป็นยิ่งนัก ในการนี้มีบรรดาผู้มีจิตศรัทธาเฝ้าแทบเบื้องพระยุคลบาททูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
วันพุธที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๑ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปยังศาลเจ้าเล่งจูเกียง ในช่วงเวลาเย็นซึ่งศาลเจ้าฯปิดแล้ว สร้างความตื่นเต้นให้นายสมพร วัฒนายากร ผู้จัดการศาลเจ้าฯ เป็นยิ่งนัก มีการป่าวประกาศให้ประชาชนที่พักอาศัยบนถนนอาเนาะรูออกไปเฝ้ารับเสด็จที่หน้าศาลเจ้าฯ
อีกครั้งที่ประทับใจประชาชนมากคือเมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2546 เวลา 15.07 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เมื่อครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ไปยังศาลเจ้าเล่งจูเกียง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงแล้วเสด็จเข้าศาลเจ้าเล่งจูเกียง ทรงจุดธูปเทียนสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
จากนั้นพระราชทานกระถางธูปแก่นายสมพร วัฒนายากร ประธานมูลนิธิเทพปูชนียสถาน จากนั้นทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จพระราชดำเนินประพาสถนนอาเนาะรูเหมือนเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสตลาดจีน จึงเสด็จออกจากศาลเจ้าเล่งจูเกียง ทรงพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรอาคารสมัยโบราณตามถนนอาเนาะรู บริเวณชุมชนหัวตลาด ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของจังหวัดปัตตานีไปจนถึงสุดปลายถนนที่ริมแม่น้ำปัตตานี ในการนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าทอดพระเนตรภายในบ้านกงสี เลขที่ ๒๗ ซึ่งเป็นบ้านของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง(ตันเตียงสิ่น) ต้นตระกูลคณานุรักษ์ผู้ที่บูรณศาลเจ้าเล่งจูเกียงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๗ และทอดพระเนตรภายในบ้านเลขที่ ๑๙ ซึ่งเป็นบ้านของนายสมพระ วัฒนายากร ประธานมูลนิธิเทพปูชนียสถาน และผู้จัดการศาลเจ้าเล่งจูเกียง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นสิริมงคลต่อชาวชุมชนหัวตลาด บรรดาทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง และครอบครัวนายสมพร วัฒนายากร เป็นยิ่งนัก
นอกจากการเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงไปศาลเจ้าเล่งจูเกียงตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีหลักฐานที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระกรุณาธิคุณที่มีต่อศาลเจ้าเล่งจูเกียง นั่นคือกระถางธูป
เริ่มจากกระถางธูปพระราชทานที่มีตรา จปร ซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
กระถางธูปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระราชทานให้เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๖ กระถางธูปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอราธิราช สยามมกุฎราชกุมาร วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๖ กระถางธูปพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๘ กระถางธูปประทานของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๗
บันทึกวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๕



ความคิดเห็น