๑๓.ขุนขยับกับพินาศ
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
เผลอแป๊บ ๆ ผมดราม่ามาถึงลัคกี้นับเบอร์ คือ ๑๓ แล้ว ไวจริง เรื่องราวที่ผมเอามาเล่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของหมอคนหนึ่งที่ผ่านอะไรมาสารพัด เวลาที่ผมบอกใครว่าอย่าให้ลูกเรียนหมอ บางคนมองผมด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามทำนองว่าองุ่นเปรี้ยวเหรอ ลูกสอบไม่ติดคณะแพทย์ใช่มั๊ยละ
ผมพูดกรอกหูลูกชายลูกสาวผมมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่าลูกอยากเรียนอะไรก็ได้ขอไว้ ๒ อย่าง คือหมอกับพยาบาล ลูกก็เจอกับตัวเองหลายครั้งว่าพ่อบอกว่าจะพาไปเที่ยว แต่ถึงเวลาไปไม่ได้เพราะพ่อมีคนไข้ต้องรีบผ่าตัดด่วน ลูกผมทั้ง ๒ คนจึงไม่เคยมีใครเอ่ยปากว่าอยากเป็นหมอเหมือนพ่อ
อันที่จริงการเป็นหมอโดยเฉพาะหมอผ่าตัดทรวงอกที่ชีวิตค่อนข้างวุ่นวาย ถ้าเราบริหารจัดการเวลาให้เป็นก็พอจะมีบ้างที่เราจะมีเวลาหาความสุขใส่ตัว
ช่วงที่เป็นแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ทรวงอกที่โรงเรียนแพทย์ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ถึงแม้จะเป็นช่วงชีวิตที่แสนจะโหด กินนอนไม่เคยตรงเวลา แต่เราก็พยายามหาช่วงเวลาที่จะปล่อยใจให้ว่าง ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ สักครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง
ตอนผมเป็นปี ๒ รุ่นผมมี ๒ คน มีปี ๓ อีก ๒ คน รุ่นพี่ปี ๓ ทั้ง ๒ คนนั้นอันที่จริงเป็นรุ่นเดียวกับผม แต่ผมดันรักชีวิตนักเรียนแพทย์เลยเรียนจบช้ากว่าคนอื่นไป ๒ ปี ทุกเย็นหลังจากเสร็จผ่าตัด และดูคนไข้ที่ไอซียูแล้ว เราจะแยกย้ายกันไปดูคนไข้ตามหอผู้ป่วยต่าง ๆ ทั้งหอผู้ป่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก และผู้ป่วยที่มีการส่งใบปรึกษามาจากภาควิชาอื่น ๆ เสร็จแล้วจะแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน
แต่เราตกลงกันว่าเดือนละครั้งที่เราจะพยายามเตรียมคนไข้ผ่าตัดที่เป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยากต่อการผ่าตัดและการดูแลหลังผ่าตัด เมื่อเสร็จภารกิจการดูคนไข้ตอนเย็นแล้วพวกเรา ๔ คนจะออกไปสังสรรค์ร่วมกัน หาอะไรอร่อย ๆ กินกันแบบไม่อั้น เพราะลงขันเป็นกองกลางกันไว้ วันนั้นจะเป็น free day ของพวกเรา ใครใคร่กินอะไรกิน แต่มีข้อตกลงกันว่าถ้าจะดื่มเหล้าเบียร์ ต้องมี ๑ คนไม่ดื่ม เพื่อเป็นคนที่จะดูคนไข้ หรือช่วยอาจารย์ผ่าตัดฉุกเฉินได้ ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะส่วนใหญ่คนที่ดื่มเบียร์คือเจ้าปี ๓ ทั้ง ๒ คน ส่วนพวกผม ๒ คนไม่ดื่มเบียร์
ในกลุ่มพวกเรา ๔ คน หมอสุชาตเพื่อนผมจะมีฉายาว่า ท่านราชวรินทร์ เพราะมันขยันรินเบียร์เติมให้รุ่นพี่ ๒ คน ส่วนผมนี่มีนามว่า ขุนขยับกับพินาศ เพราะใครจะรินใครจะดื่มผมไม่สนใจ ผมกินกับแกล้มบนโต๊ะตลอดเวลา มัวแต่รินมัวแต่ดื่มหันมาอีกทีกับแกล้มโดนผมซัดเรียบหมดจานแล้ว ฮิ ๆๆ ก็เป็นช่วงเวลาผ่อนคลายของพวกเราเหล่าแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ทรวงอกรุ่นเดอะของศิริราช ที่เรียกว่ารุ่นเดอะเพราะผมนี่เป็นแพทย์ประจำบ้านคนที่ ๑๕ ของศิริราช ปัจจุบันน่าจะมีศิษย์เก่าศัลยศาสตร์ทรวงอกศิริราชร่วม ๑๐๐ คนแล้ว
พวกเรา ๒ รุ่น ๔ คนในวันนั้น ตอนนี้คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่ได้ชื่อว่าจอมเฮี๊ยบอยู่รามาธิบดี อีกคนหนึ่งเป็นหมอผ่าตัดชื่อดังอยู่สถาบันโรคทรวงอก คนหนึ่งผันตัวเองไปเป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการของศูนย์มะเร็งทางภาคเหนือ มาเกษียณราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ อีกคนหนึ่งตกระกำลำบากอยู่แถวแจ้งวัฒนะเป็นที่เกลียดชังของหมอทั่วประเทศเพราะเป็นคนออกกฎระเบียบและคุมกฎกติกาด้านคุณภาพบริการให้สอดคล้องกับการจ่ายชดเชยค่าบริการจนเกษียณ
มีหลายคนชอบถามผมว่าไม่เสียดายเวลา เสียดายความรู้ที่อุตส่าห์ไปเรียนเป็นหมอผ่าตัดทรวงอกบ้างหรือ ผมตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าไม่เสียดาย หากผมไม่มีพื้นเป็นหมอผ่าตัดทรวงอกเขาก็คงไม่รับผมเข้าทำงาน เพราะผมมีหน้าที่ที่จะต้องคุยกับหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ สารพัด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็งอวัยวะต่าง ๆ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคไต โรคหอบหืด ฯลฯ ซึ่งทุกคนในองค์กรรู้ว่าการคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่า expert ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่เป็น expert ก็จะมีโลกส่วนตัวแบบหนึ่งต้องให้ expert ด้วยกันคุยกันจึงจะเข้าใจกัน นอกจากนี้ยังต้องตามให้ทันในวิทยาการทั้งเรื่องยาเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษา ก็เรียกว่าสนุกไปอีกแบบ ไม่เครียดจากการรักษาคนไข้ ไม่เครียดจากการผ่าตัดคนไข้ แต่เครียดจากการบริหารจัดการ และเสียงนินทาด่าทอ ที่แน่ ๆ คือหายจากอาการผวาเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังกลางดึก
ผมมักจะอ้างคำพระบ่อย ๆ ว่าคนจะดีจะเลวหาได้อยู่ที่ชาติกำเนิด คนจะดีจะเลวอยู่ที่การกระทำ ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่อะไรแบบไหน ขอเพียงทำอะไรเพื่อประชาชนคนอื่นอย่างแท้จริง แม้ว่าเราจะได้ประโยชน์จากการกระทำนั้นบ้าง หากผลประโยชน์นั้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ใช่การทุจริตหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหามันมา ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ก็ถือว่าเป็นคนดีของประเทศของสังคมแล้วครับ


ความคิดเห็น