๓.หม่าม้า
- drpanthep
- 19 เม.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
หม่าม๊า เป็นคำเรียกครูแพทย์ผู้หญิงท่านหนึ่งที่นักเรียนแพทย์รุ่นเลขตัวเดียวของ ม.อ.รู้จักดี โดยเฉพาะ ๔ รุ่นแรกจะรักและเคารพท่านมาก หม่าม๊าเป็นครูแพทย์ที่ไม่ได้สังกัดคณะแพทย์ ท่านเป็นครูแพทย์สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ หรือ Human anatomy วิชาที่ว่าด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคนเราทั้งภายนอกภายใน ที่เราต้องผ่าอาจารย์ใหญ่ในแล็บกรอสส์ ซึ่งที่ ม.อ.ภาควิชากายวิภาคศาสตร์และพรีคลินิกอื่น ๆ ทั้งภาควิชาชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา จะสังกัดคณะวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
หม่าม๊าเป็นครูแพทย์ผู้มาบุกเบิกภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ม.อ. โดยโอนย้ายมาจากคณะแพทย์ ม.ช. บรรดาอาจารย์ใหญ่ที่นักเรียนแพทย์เรียนจึงเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ได้มาจาก ม.ช. หม่าม๊าสอนนักเรียนแพทย์ได้ ๔ รุ่นก็เกิดวิกฤติในคณะวิทยาศาสตร์ หม่าม๊าเลยต้องขอย้ายตนเองออกจากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ที่ท่านก่อตั้งมากับมือและรักมากไปเป็นอาจารย์สังกัดคณะแพทย์ ท่านต้องกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งในวัยกลางคนจนจบสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิตเพื่อเป็นอาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนหรือ com.med.
ผมไม่ทันได้เรียนกายวิภาคศาสตร์กับหม่าม๊า ยุคผมยิ่งแย่ใหญ่เกิดวิกฤติที่คณะวิทยาศาสตร์รอบ ๒ ครูแพทย์ที่มาแทนหม่าม๊าก็ต้องอัปเปหิตนเองไปอยู่คณะแพทย์ เป็นเหตุให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์เหลือแต่อาจารย์รุ่นเด็ก ๒-๓ คน ที่จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์แล้วไปเรียนจบปริญญาโทด้านกายวิภาคศาสตร์ ไม่มีความรู้พอที่จะเชื่อมโยงวิชากายวิภาคศาสตร์กับวิชาทางคลินิกหรือ clinical correlation จึงต้องใช้วิธีเชิญอาจารย์พิเศษจากคณะวิทยาศาสตร์ มหิดลมาสอน
ผมมาสนิทกับหม่าม๊าเอาในตอนที่ท่านเกษียณอายุราชการจากคณะแพทย์แล้ว คณะแพทย์ไม่ได้จ้างท่านเป็นอาจารย์พิเศษต่อเหมือนกับที่จ้างอาจารย์คนอื่น ๆ แต่คณะทันตแพทยศาสตร์กลับเห็นความรู้ความสามารถของท่านจึงจ้างท่านเป็นที่ปรึกษาด้านโรคเอดส์ ทุกเช้าท่านจะเดินข้ามถนนมาอ่านหนังสือพิมพ์ที่ห้องประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล ม.อ. ผมเลยได้คุยกับท่านทุกเช้า ด้วยความที่ท่านจบจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยท่านจึงรู้จักบรรดาป้าผมอาผมที่เป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกับท่าน บางคนก็เป็นน้องร่วมโต๊ะอาหารกับท่านสมัยอยู่ประจำ ยิ่งทำให้ท่านเอ็นดูผม ทำให้ผมได้ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ทั้งในวงการแพทย์และนอกวงการแพทย์จากท่านเยอะ
หม่าม๊าเป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เรียนหนังสือที่วัฒนาวิทยาลัยแล้วไปจบแพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อด้านกายวิภาคศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาแล้วกลับมาเป็นอาจารย์สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ถ้าจำไม่ผิดท่านเริ่มสอนตั้งแต่นักเรียนแพทย์เชียงใหม่รุ่น ๔ จนมีการเปิดสอนแพทย์ที่ ม.อ. ท่านจึงถูกชักชวนให้โอนย้ายมาเป็นผู้ก่อตั้งภาควิชากายวิภาคศาสตร์
ชีวิตส่วนตัวของท่านเป็นอะไรที่น่าหดหู่มาก และท่านมักจะไม่เอ่ยถึงมันกับใคร เพราะท่านแต่งงานแล้วมีลูกชาย ๑ คน ลูกชายของท่านเป็นโรคหัวใจพิการมาแต่กำเนิดที่เรียกว่า Tetralogy of Fallot ซึ่งเด็กจะมีอาการตัวเขียว เหนื่อยง่าย เพราะเลือดดำไปปนกับเลือดแดง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น และสมัยนั้นการผ่าตัดรักษาโรคนี้ถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ยุ่งยากมาก ลูกชายท่านได้รับการผ่าตัดแล้วตาย ส่วนสามีท่านก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หม่าม๊าจึงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอยู่กับคัมภีร์ไบเบิ้ลและการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือ
หม่าม๊ารู้ว่าผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือที่ระลึกงานศพ เพราะในนั้นมีทั้งประวัติผู้ตาย มีเรื่องราวต่างๆจากที่มีคนเขียนถึงผู้ตาย และมีสารพัดวิชา ท่านจึงหอบหนังสืองานศพที่ท่านได้รับและเก็บสะสมมาเป็นเวลานานมาให้ผมเยอะมาก จนเมื่อผมลาออกจากการเป็นครูแพทย์ ย้ายไปจากหาดใหญ่ท่านยังส่งบทความ...เล่าไปเรื่อยๆ...ที่ท่านเขียนลงในจุลสารข่าวคณะแพทย์ ม.อ. ให้ผมทุกฉบับ บางครั้งก็มีจดหมายเล่าเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นให้ผมรับรู้
ผมไม่แน่ใจว่านักเรียนแพทย์รุ่นหลัง ๆ จะรู้จักหม่าม๊าหรือเปล่า หรืออาจจะสงสัยว่ายายแก่ที่เดินกระฉับกระเฉงพูดจาเสียงดังที่เดินมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โรงพยาบาล ม.อ.ทุกเช้านี่เป็นใคร
ปัจจุบันหม่าม๊าได้จากโลกนี้ไปแล้ว ท่านได้อุทิศร่างของท่านเป็นอาจารย์ใหญ่สำหรับนักเรียนแพทย์ได้ใช้เรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ต่อไป เรียกว่าท่านก็ยังคงความเป็นครูแพทย์แม้จะไร้วิญญาณแล้วก็ตาม

ความคิดเห็น